หน้าหลัก โครงการ โปรโมชั่น บทความ CORPORATE

โครงการปัจจุบัน

ธัญดา พลัส พลัส หมายถึง “เพิ่มมากขึ้น” “บวกยิ่งกว่า” “ดีเป็นพิเศษ”  
ธัญดา พาณิชย์ "อาคารพาณิชย์ 3 ชั้น ทำเลธุรกิจ เชื่อมต่อเทพารักษ์ เพียง 5 นาที"   อาคารพาณิชย์ 3
ธัญดา พาร์ควิว 5 "ความสุขที่พอดี กับชีวิตที่ลงตัว"   ทาวน์โฮม 2 ชั้น

โครงการที่ผ่านมา

เพชรลดา 2 " ทาวน์โฮม 1 ชั้น อยู่สบาย สไตล์โมเดิร์น "   โครงการในฝัน สำหรับผู้ที่อยากมี "บ้าน"

You are here

บทความ

4 คุณสมบัติที่กู้ผ่านง่าย   ปัจจุบัน สถานการณ์หนี้ภาคครัวเรือนยังคงเพิ่มสูง ส่งผลให้สถาบันการเงินทั้งหลายต้องเข้มงวดในเรื่องของการปล่อยกู้ ดังนั้นเราจึงเห็นจำนวนยอดการปฏิเสธสินเชื่อ (โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย) ของแต่ละธนาคารสูงขึ้นไปด้วย ถ้าหากเรามีความต้องการจะยื่นกู้ในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ เราจะต้องทำอย่างไรจึงจะยื่นกู้ผ่าน เรามี 4 คุณสมบัติที่กู้ผ่านง่าย มากฝากกัน   1. ต้องมีเงินออม ไม่กู้เกินตัว รายได้ที่สม่ำเสมอ เงินออมสำหรับดาวน์อย่างต่ำ 20 % เป็นตัวบ่งชี้ความพร้อมในการขอกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ที่ธนาคารจะพิจารณาเป็นอันดับแรกๆ ดังนั้น ในส่วนของรายได้และเงินออมที่ดี เป็นสิ่งที่เราควรเตรียมความพร้อมไว้ก่อน   2. ไม่มีประวัติติดเครดิตบูโร การมีวินัยทางการเงิน การผ่อนชำระที่ตรงตามกำหนดเวลาและไม่เคยค้างชำระเลย ย่อมเป็นการสร้างเครดิตที่ดีให้กับตัวเอง ลองสำรวจประวัติของเราว่าเคยมียอดค้างชำระหรือไม่ เครดิตบูโรถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะหากหลักฐานอื่นผ่านหมดแล้ว แต่ติดเครดิตบูโรก็ไม่สามารถกู้ได้   3. ลดภาระหนี้ที่มี ไม่สร้างหนี้ใหม่ สำรวจตัวเองว่าในปัจจุบันเป็นหนี้ค้างชำระอะไรอยู่บ้าง เป็นจำนวนเท่าไหร่ ตั้งแต่บริการผ่อนชำระสินค้าผ่านบัตรต่างๆ  จำนวนบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด รวมทั้งสินเชื่อส่วนบุคคล ส่วนไหนที่สามารถปิดได้ก็ให้รีบปิด โดยเฉพาะการมีภาระผ่อนชำระรถยนต์ควรรีบเคลียร์ให้หมดก่อน เพื่อลดภาระหนี้ให้เหลือน้อยที่สุด เนื่องจากทั้งหมดที่กล่าวมา มีผลต่อการพิจารณาด้านความสามารถในการผ่อนชำระหนี้สำหรับการขอสินเชื่อใหม่ทั้งสิ้น   4. หาผู้กู้ร่วมที่มีเครดิตดี หากลองคำนวณดูแล้วรายได้ที่มีอยู่ก้ำกึ่ง หมิ่นเหม่ว่าจะมีปัญหาได้ ให้มองหาผู้กู้ร่วมที่มีเครดิตดีๆ มีรายได้ประจำ โดยเฉพาะผู้กู้ร่วมมีอาชีพประจำที่ดูมั่นคงอย่างข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้กู้ผ่านได้ง่ายขึ้น   ขณะนี้ มีตัวช่วยสำหรับการเตรียมการขอกู้ให้สะดวกขึ้น ทางสถาบันการเงินต่างๆได้จัดให้มีบริการตรวจสอบคุณสมบัติการกู้เบื่องต้นขึ้น (Pre-approved) ในหลายช่องทางทั้งการยื่นตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ของธนาคาร หรือการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ (เว็บไซต์) ลองใช้เครื่องมือเหล่านี้ตรวจสอบความพร้อม ความสามารถในการกู้ได้ ทำให้เราเตรียมตัว สร้างความพร้อมได้ง่ายขึ้น   เครดิต Home.co.th  
วิธีรับมือเมื่อกู้ไม่ผ่าน   มีหลายคนที่ผ่อนดาวน์บ้านหรือคอนโดฯไปแล้ว แต่กลับต้องมาพบปัญหาที่ตามมาคือกู้เงินไม่ผ่าน เราจึงมีข้อแนะนำเพื่อเตรียมพร้อมรับมือสำหรับผู้กู้เงินไม่ผ่าน ดังนี้   1. ยื่นกู้กับธนาคารอื่นเพิ่มเติม วิธีนี้จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเป็นแก้ปัญหากู้ไม่ผ่านแบบได้ไม่เต็มวงเงิน แต่ถ้ากู้ไม่ผ่านเพราะปัญหาบัตรเครดิตหรือหนี้ค้าง จะไปธนาคารไหนก็คงช่วยไม่ได้เช่นกัน   2. ยื้อเวลาตรวจรับโอน วิธีนี้ถึงจะใช้ได้ก็ไม่น่าเกิน 3 เดือน หรืออาจมากกว่านั้นถ้ามี Defect เยอะๆ ซึ่งวิธีจะช่วยแก้ขัดไปได้บ้างให้เรามีเวลาเพิ่มมากขึ้น   3. เจรจากับโครงการ วิธีนี้เป็นการพูดคุยถึงปัญหากับทางโครงการโดยตรง เพื่อที่ว่าทางโครงการจะได้ช่วยแก้ไขปัญหาให้เรา   4. เปลี่ยนห้อง วิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาได้ดีสำหรับคนที่กู้ได้วงเงินไม่เต็ม โดยการเลือกบ้านหรือห้องที่มีขนาดเล็กลงมา หรือเปลี่ยนมาเลือกโครงการที่ราคาถูกกว่า   5. หาคนกู้ร่วม วิธีนี้จะใช้ได้สำหรับคนที่กู้คนเดียวแล้วรายได้ไม่พอ  เลยต้องหาคนมากู้ร่วม แต่คนที่กู้ร่วมด้วยนั้นจะต้องมีคุณสมบัติครบเหมือนผู้กู้หลักเช่นกัน   6. ขายดาวน์ทิ้ง วิธีนี้เป็นทางแก้ไขสำหรับคนที่ไม่มีหนทางแล้ว ไม่สามารถซื้อบ้านหรือคอนโดนี้ได้ ก็อาจต้องยอมตัดใจขายแต่อาจจะมีขาดทุนบ้าง ทุกวิธีที่กล่าวมานั้นจะเป็นวิธีแก้ไขสำหรับผู้ที่ไม่ได้ติดแบล๊คลิสต์เท่านั้นนะคะ เพราะถ้าติดแบล๊คลิสต์ต่อให้หาวิธีแก้ไขยังไงก็กู้ผ่านได้ยาก นอกจากจะเคลียร์หนี้ให้หมดก่อนค่ะ   เครดิต Home.co.th  
4 สาเหตุของการกู้ไม่ผ่าน แบบคาดไม่ถึง   การกู้ไม่ผ่านนั้นมักเป็นปัญหาใหญ่ของคนจะซื้อบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีรายได้ไม่ค่อยมากนัก ยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้นไปอีก ซึ่งยอดการกู้ไม่ผ่านในปัจจุบันนั้นมีถึง 30-35% เลยทีเดียว ด้วยเหตุผลนี้เราจึงต้องมาดูกันว่า มีสาเหตุอะไรอีกที่ทำให้การยื่นกู้ซื้อบ้านคอนโดฯไม่ผ่านค่ะ   สาเหตุหลักของการกู้ไม่ผ่านนั้น ส่วนใหญ่มาจากการติดเครดิตบูโร และพฤติกรรมการใช้จ่าย หรือวินัยทางการเงินของผู้กู้นั่นเอง แต่ก็ยังมีสาเหตุอื่นๆอีก ที่ทำให้การยื่นกู้บ้านหรือคอนโดฯไม่ผ่าน ดังนี้   1.กู้ร่วม การกู้ร่วมเป็นสาเหตุหลักที่เจอบ่อยที่สุด เพราะเกิดจากการที่ตัวผู้กู้ไปกู้ร่วมซื้อบ้านหรือคอนโดกับผู้อื่นมาแล้ว เมื่อถึงคราวที่จะยื่นกู้ซื่อบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเอง โดยที่ตัวเองเป็นผู้กู้หลัก ซึ่งการกู้ร่วมนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสามารถในการกู้ของเราลดลงทันที ที่สำคัญประวัติการกู้ร่วมก็จะถูกส่งไปที่เครดิตบูโรด้วย ถ้าผู้กู้หลักไม่ชำระหนี้หรือค้างชำระ ผู้กู้ร่วมย่อมโดนหางเลขด้วยแน่นอน   2.ภาระหนี้สิน สิ่งสำคัญของการมีภาระหนี้เพิ่ม คือ ต้องมีทั้งหมดไม่เกิน 40% ของรายได้   3.บัตรเครดิตหลายใบ บัตรเครดิตนั้นมีผลต่อการกู้ซื้อบ้านอย่างแน่นอน เพราะว่าภาระหนี้บัตรเครดิตจะถูกนำไปคิดรวมกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนด้วย และถึงแม้ว่ามีบัตรเครดิตหลายใบแต่ไม่ได้ใช้จ่าย ก็มีผลต่อการพิจารณาด้วยเช่นกัน เพราะถ้ามีรายได้แบบเดือนชนเดือน แล้วมีบัตรเครดิตหลายใบ กดเงินสดบ่อยๆ ชำระขั้นต่ำเป็นประจำ ยิ่งทำให้มีผลต่อการพิจารณาด้วย เพราะฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นต้องใช้บัตรหรือไม่ได้ใช้ ให้ยกเลิกบัตรไปเลยดีกว่า   4.ค้ำประกันคนอื่น ปัจจุบันการเก็บข้อมูลเครดิตบูโรนั้น จะแสดงสถานะหรือประวัติเฉพาะของผู้กู้เท่านั้น ส่วนผู้ค้ำประกันสินเชื่อจะไม่มีข้อมูลในเครดิตบูโร แต่ถ้าเราเป็นผู้ค้ำประกันให้กับผู้กู้และผู้กู้ค้างชำระ แล้วเราไปขอสินเชื่อกับธนาคารเดียวกันที่เป็นผู้ค้ำประกันไว้ ก็อาจมีผลต่อการยื่นกู้ ดังนั้นถ้าจะค้ำประกันให้ใครต้องรู้ด้วยว่าทำไว้กับธนาคารไหน หรือทางที่ดีไม่ควรค้ำประกันให้ใครโดยไม่จำเป็น   เครดิตจาก Home.co.th เครดิตรูปภาพ http://finance.yahoo.com/news/why-pay-real-estate-agent-110032816.html  
วิธีซื้อบ้านจัดสรรแบบไม่เสี่ยง   การจะซื้อบ้านจัดสรรแต่ละหลังต้องพบกับความเสี่ยงไม่น้อย เพราะการซื้อบ้านจัดสรรนั้นแตกต่างกับการจ้างบริษัทรับสร้างบ้าน ซึ่งการสร้างบ้านเองเราสามารถรู้ได้ทุกขั้นตอนการก่อสร้างได้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่ถ้าเป็นการซื้อบ้านจัดสรรนั้นเราจะไม่มีทางได้รู้เลย จนกว่าจะสร้างเสร็จหรือรับโอน จึงทำให้การซื้อบ้านจัดสรรนั้นต้องพบกับความเสี่ยงมากมาย เราจึงต้องมีวิธีเลือกซื้อบ้านจัดสรรแบบไม่เสี่ยงกันค่ะ   1. ดูจากประวัติและผลงานการก่อสร้าง เราต้องดูว่าบริษัทที่ก่อสร้างโครงการบ้านจัดสรรนั้นมีชื่อเสียงอย่างไรบ้าง มีการกล่าวถึงในแง่ใด ถ้าเป็นในแง่ลบมากกว่าก็ไม่ควรเสี่ยง   2. ดูว่ามีวิศวกรควบคุมการก่อสร้างหรือไม่ เพราะโครงการที่มีวิศวกรควบคุมงานก่อสร้าง อย่างน้อยก็ช่วยป้องกันความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง และมีคนที่มีความรู้มาคอยควบคุมการก่อสร้างแทนเรา   3. ดูกฏหมายนการคุ้มครองป้องกัน เพราะว่าการที่โครงการบ้านจัดสรรนั้นมีกฏหมายคุ้มครองป้องกันด้วยการพิจารณาเกี่ยวกับสัญญาว่ามีการรับประกันงานก่อสร้างที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะสามารถดูเจตนาของโครงการได้อย่างชัดเจน   นอกจากนี้ยังมีกฏหมายเกี่ยวกับการซื้อบ้านจัดสรรพร้อมที่ดินรับประกันอยู่แล้ว โดยจะมีการรับประกันโครงสร้างบ้านเป็นเวลา 5 ปี ได้แก่ เสาเข็ม , ฐานราก , เสา , คาน , พื้น , โครงหลังคา และผนังรับน้ำหนัก แต่ถ้าเป็นส่วนอื่นๆ เช่น รั้วและกำแพง มีการรับประกัน 1 ปี อย่างน้อยกฏหมายเหล่านี้ก็เบาใจไปได้ระดับหนึ่งแล้ว   เครดิต Home.co.th  
หมดปัญหาเมื่อซื้อบ้านมือสอง   คนที่อยากมีบ้านอยู่ใจกลางเมืองคงรู้ดีว่าบ้านใหม่ทำเลใจกลางเมืองนั้นมีน้อยมาก และที่มีก็ราคาสูง แม้จะมีตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างคอนโดมิเนียมมาให้ บางคนก็ไม่พอใจกับการจ่ายเงินก้อนใหญ่แต่ได้อยู่ในห้องเล็ก การเลือกซื้อบ้านมือสองในทำเลใจกลางเมืองจึงเป็นอีกคำตอบที่ตรงใจ แต่ก่อนตัดสินใจซื้อบ้านมือสองซักหลังมี 3 ขั้นตอนที่ควรคิดสักนิด จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวกับปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง   1. ถามอายุบ้าน บ้านที่อายุไม่เกิน 10 ปีควรมีตำหนิที่ต้องซ่อมแซมน้อยถึงน้อยมาก แต่ราคาอาจไม่น้อยตามรอยตำหนิ ในขณะที่บ้านอายุเกิน 15 ปีแม้จะอยู่ในทำเลที่ดีแค่ไหนหรือมีราคาที่ถูกใจซักเพียงใด แต่ค่าซ่อมบำรุงรักษาสภาพบ้านก็อาจเป็นภาระที่ทำให้ต้องปาดเหงื่อ บางครั้ง บ้านเก่าทำเลดีถ้ารื้อทิ้งสร้างใหม่อาจราคาถูกกว่าซ่อมด้วย   2. มองหารอยตำหนิ ก่อนซื้อบ้านควรสำรวจสักนิดว่าตามผนังมีรอยรั่ว รอยคราบน้ำ รอยแตกร้าวหรือไม่ เพราะตำหนิเหล่านี้อาจชี้ให้เห็นสิ่งที่ต้องซ่อมแซมภายในบ้านได้ เช่น รอยแตกร้าวที่ดูเหมือนรอยแตกลายงาไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับรอยร้าวที่ลึกและแยกจนเห็นอิฐชั้นในชัดเจน นอกจากนี้ ควรตรวจให้แน่ใจว่าสาธารณูปโภคพื้นฐาน ทั้งชักโครก น้ำ ไฟ สามารถใช้ได้เป็นปกติ   3. ศึกษาสภาพแวดล้อม ลองคุยกับคนบ้านใกล้เรือนเคียงสักนิดว่าในพื้นที่บ้านมือสองที่สนใจมีปัญหาหรือเรื่องน่าระวังอะไรบ้าง ระบบการบริหารจัดการของนิติบุคคลเป็นอย่างไร พื้นที่ส่วนกลางดีหรือไม่ ถ้าถามไม่เก่งใช้วิธีสังเกตก็ได้ เป็นต้นว่าถ้าเห็นรั้วบ้านสูง เป็นเหล็กแหลมมาก แสดงว่าต้องระวังเรื่องการลักขโมย   เครดิตจาก Home.co.th  
    การตัดสินใจซื้อบ้านสักหลังหรือคอนโดสักห้องเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะคุณต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายกับมันไปอีกหลายปี หลายคนมั่นใจว่าพร้อมแล้วที่จะซื้อบ้าน แต่นั้นอาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง และคุณอาจต้องทบทวนดูใหม่หลายคนเก็บหอมรอมริบมาเป็นเวลานาน บางคนรอจังหวะที่จะได้มีบ้านหรือคอนโดในที่ที่เหมาะ แต่นั้นอาจไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจครั้งใหญ่ครั้งนี้ แล้วมีปัจจัยไดบ้างแหล่ะที่จะบ่งบอกว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะซื้อ   1.   การงานไม่มั่นคง สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก หากคุณคิดว่ารายได้จากการงานยังไม่แน่นอน ขึ้นๆลงๆ นั้นถือว่าเสี่ยงมาก  บางคนทำงานหลายอย่าง มีรายได้หลายช่องทาง ซึ่งในปัจจุบันมันอาจมากพอที่จะซื้อบ้าน แต่ถ้าวันหนึ่งราย ได้ส่วนนั้นหายไปคุณจะลำบากไหม?   2.   มีภาระอื่นที่ต้องผ่อน แน่นอนว่าการดำเนินชีวิตมีปัจจัยหลายอย่าง บางคนอาจคิดว่าตอนนี้ยังไม่ได้มีภาระอะไรแต่ต่อไปข้างหน้าคุณ อาจจำเป็นต้องซื้อรถ ซื้อของใช้ต่างๆ ซึ่งนั้นหมายถึงภาระทางการเงินที่คุณต้องจ่าย โดยเฉพาะรถยนต์ หากคุณ มีความจำเป็นต้องใช้มันคงเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่หากคุณต้องผ่อนหลายอย่างพร้อมๆกัน   3.   การกู้ร่วมกัน หลายบ้านที่ใช้วิธีการกู้ร่วม ไม่ว่าจะเป็นภรรยาหรือพี่น้อง คุณต้องคิดเผื่อด้วยว่าถ้าอีกฝ่ายมีปัญหาไม่สามารถ ผ่อนร่วมได้อีกต่อไป คุณสามารถรับภาระนั้นไหวหรือไม่   4.   เครดิตทางการเงินไม่มั่นคง เป็นเรื่องยากสำหรับธนาคารที่จะปล่อยกู้ให้ หากคุณมีเครดิตที่ไม่ดีนัก ดังนั้นการเตรียมตัวก่อนขอกู้จึงมีส่วน สำคัญอย่างมาก คุณต้องมีการเคลื่อนไหวในบัญชีที่สม่ำเสมอ และเป็นการเคลื่อนไหวในทางดีด้วย   5.   ดอกเบี้ยสูงเกินไป เรื่องนี้ค่อยข้างสำคัญและหลายคนมองข้าม เพราะเมื่อมองจากอัตราดอกเบี้ยดูเหมือนน้อย แต่เมื่อคำนวณจริงๆ  แล้วถือว่าเป็นเรื่องที่หนักใจอยู่ไม่น้อย ไม่อย่างนั้นก็คงต้องเหนื่อยหาเงินมาโปะหนี้   เครดิตจาก 3M
วงเงินกู้ซื้อบ้านตามเกณฑ์หลักประกัน ทาวน์เฮ้าส์ไม่เกินร้อยละ 95 ของราคาประเมิน และไม่เกินร้อยละ 95 ของราคาซื้อขาย   ระยะเวลาการกู้ สูงสุดไม่เกิน 30 ปี อายุผู้กู้รวมกับระยะเวลากู้ไม่เกิน 70 ปี   คุณสมบัติของผู้กู้ 1. สัญชาติไทย 2. มีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป 3. อายุงาน กรณีเป็นผู้มีรายได้ประจำ ต้องมีอายุงานไม่น้อยกว่า 2 ปี ถ้าน้อยกว่า 2 ปี           ต้องมีประวัติทำงานที่เดิมอย่างน้อย 2 ปี กรณีเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว ต้องประกอบธุรกิจปัจจุบันมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี 4. ผู้กู้หลักต้องมีรายได้รวมกันแล้ว ตั้งแต่ 15,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป 5. มีจำนวนผู้กู้ร่วมกันได้ไม่เกิน 3 คน 6. สวัสดิการ ธอส.กู้ได้ 100 %   เอกสารประกอบการพิจารณาสินเชื่อ 1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน 2. สำเนาทะเบียนบ้านทุกหน้า 3. สำเนาทะเบียนสมรส / สำเนาทะเบียนหย่า (ถ้ามี) 4. สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ (ถ้ามี) 5. สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3-4 เดือน 6. หนังสือรับรองเงินเดือน (อายุ 1 เดือน) 7. Statement ย้อนหลัง 6 เดือน   เอกสารเพิ่มเติม สำหรับธุรกิจส่วนตัว/เจ้าของกิจการ - ทะเบียนการค้า ,ทะเบียนพาณิชย์, หนังสือรับรองจัดตั้งบริษัท - หลักฐานการเสียภาษีเงินได้ ภงด.1 , ภงด 91 - หลักฐานแสดงฐานะทางการเงินอื่นๆ - รูปถ่ายกิจการ    
 
วิธีสังเกตุ "ปลวก" ก่อนพวกมันจะยึดบ้าน   ปลวกเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ แต่พิษสงร้ายแรง ยิ่งต่อบ้านเราแล้วพวกมันคือศัตรูลำดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ ปลวกเป็นสัตว์ที่กินทุกอย่างที่ทำจากไม้เพราะมีส่วนประกอบของเซลลูโลส และจะเลือกกินส่วนที่อ่อนที่สุดก่อน ดังนั้นก่อนที่มันจพเข้ายึดบ้านเรา เราควรหาทางแก้ไขและกำจัดมันซะก่อน   วิธีสังเกตุ   1. ขอบประตู วิธีการง่ายๆ แต่ต้องอาศัยความช่างสังเกตุและความละเอียดอ่อน คือต้องใช้ไฟฉายและไขควง ตรวจสอบตามขอบประตู หน้าต่าง ขอบบัว และรอยแตกตามผนัง หากพบดินสีน้ำตาลดำลองใช้ไขควงเขี่ยดู หากพบตัวปลวกนั่นแสดงว่าพวกมันเริ่มโจมตีได้สักระยะแล้ว   2. พื้น วิธีสังเกตุง่ายๆ คือดูว่าพื้นมีผงคล้ายๆเม็ดทรายสีน้ำตาลดำหรือไม่ ถ้าพบแล้วลองใช้ไม้เคาะดู หากเป็นพื้นปาร์เก้ จะได้ยินเสียงผิดปกติ ฟังดูกลวงๆ เพราะพื้นด้านล่างเป็นโพรงแล้ว   3. เพดาน ฝ้าเพดานเป็นอีกที่ที่ปลวกโปรดปราน โดยปกติแล้วฝ้าเพดานจะมีสีขาวและเป็นแผ่นเรียบ หากสังเกตุว่าเริ่มมีรอยและดูไม่สม่ำเสมอ นั่นอาจเป็นพื้นที่รุกรานจากปลวกก็เป็นได้   กำจัดปลวกอย่างไรให้ได้ผล   วิธีการกำจัดปลวกนั้นมีอยู่สองวิธี คือ ทำด้วยตัวเอง กับการใช้บริการ ซึ่งการทำด้วยตัวเองเราสามารถหาซื้อน้ำยาหรือผงกำจัดปลวกมาทำลายลังของมันเองได้ แต่ปัญหาส่วนใหญ่คือกำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมดซะที   วิธีที่สองคือการเรียกใช้บริการ ซึ่งปัจจุบันมีมากมายให้เลือก แต่ถ้าอาการที่บ้านพบปลวกรุกรานอย่างหนัก เราขอแนะนำให้ใช้บริการที่มีมาตรฐาน แม้จะมีราคาสูงแต่สามารถจำจัดให้หมดได้และมีการรับประกันอีกด้วย   เครดิตจาก 3M    
กำจัดจิ้กจก...ด้วยวิธีง่ายๆ   จิ้กจกเป็นสัตว์ที่มีมานานมากแล้วเพราะพวกมันสามารถปรับตัวเข้าได้กับทุกที่ ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยที่มันจะอยู่ในบ้านคุณได้ แต่บางครั้งมันก็สร้างความรำคานและความขยะแขยงให้เราเช่นกัน หลายคนจึงอยากไล่พวกมันให้ออกไปจากบ้าน   ก่อนที่เราะกำจัดจิ้กจกเราต้องมาเริ่มที่ต้นเหตุก่อน การที่มีจิ้งจกอยู่ในบ้านแสดงว่าในบริเวณนั้นมีแมลงหรือมดซึ่งเป็นอาหารของจิ้กจก และการที่มีแมลงและมดเข้ามาแสดงว่าสภาพแวดล้อมบริเวณนั้นดี การจัดการจึงต้องเริ่มต้นจาสาเหตุดังนี้   สร้างกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยการใช้น้ำมันก๊าดชุบน้ำหรือการบูร ลูกเหม็น มาวางไว้บริเวรที่มีจิ้งจก นอกจากจะไล่จิ้งจกแล้วยังสามารถไล่แมลงได้อีกด้วย วิธีนี้สามารถไล่สัตว์ใหญ่กว่าจิ้งจกนั้นก็คือตุ๊กแกได้อีกด้วย หรือเข้าไปอ่านวิธีการกำจัดมด !! ด้วยวิธีธรรมชาติ แบบง่ายๆ   สมุนไพรช่วยได้ หากอยากลองด้วยวิธีธรรมชาติควรใช้ใบสาบเสือและใบน้อยหน่ามาตำผสมกันจากนั้นนำไปใส่ในผ้าบางๆ มัดแล้วนำไปแขวนบริเวณที่มีจิ้งจก เป็นการไล่จิ้งจกด้วยวิธีธรรมชาติโดยแท้เปลือกมะนาวช่วยได้   หากไม่สามารถหาใบสาบเสือและใบน้อยหน่าได้ ลองใช้เปลือกมะนาวทาตรงบริเวณที่มีจิ้งจกผ่าน กรดจากเปลือกมะนาวจะทำให้พวกมันรู้สึกแสบร้อน จนไม่กล้าผ่านมาอีก   ใช้น้ำฉีด เพราะน้ำจะเข้าไปแทนที่สูญญากาศใต้ผังผืดของเท้าจิ้งจก ทำให้มันไม่สามารถเกาะบนกำแพงได้จนล่วงลงมา แต่วิธีนี้ระวังผนังชื้นด้วยนะ   กาวสองหน้าแบบบาง ให้นำเอากาวสองหน้าแบบบางธรรมดาๆ ที่ใช้กันทั่วไป ไปแปะไว้ตรงทางผ่านของพวกมัน วิธีนี้มีวลองแล้วบอกว่าได้ผล พวกมันไม่กลับมาอยู่แถวนั้นอีก หรืออาจหาซื้อสเปยร์ไล่จิ้งจกลองเอามาใช้ดูก็ได้   เลี้ยงแมว วิธีที่ได้ผลที่สุดแต่ไม่อยากแนะนำที่สุด เพราะเป็นวิธีที่ฮาร์ดคอเกินไปและเหมาะสำหรับคนที่อยากเลี้ยงแมวเท่านั้น ไม่ใช่เลี้ยงเพื่อไล่จิ้งจก ซึ่งแมวส่วนใหญ่จะชอบไล่คาบจิ้งจกเป็นปรกติอยู่แล้ว   เครดิตจาก 3M  
4 ขั้นตอนทำความสะอาดกระเบื้อง   กระเบื้องเป็นวัสดุลำดับต้นๆ ที่เรามักนำมาใช้ในบ้าน ทั้งปูพื้น ผนังห้องน้ำ หรือในห้องครัว เนื่องจากกระเบื้องมีคุณสมบัติที่ทนทานแข็งแรง ใช้งานง่าย และราคายังไม่แพงมากนัก แต่เมื่อใช้ไปนานๆ ย่อมมีการสึกกร่อนและสกปรก แล้วจะมีวิธีการดูแลรักษายังไงหล่ะ?   ก่อนที่จะมีการดูแลและทำความสะอาดกระเบื้อง เราต้องมาทำความรู้จักกับกระเบื้องของเรากันก่อนว่ามันเป็นกระเบื้องชนิดใด ทำมาจากวัสดุอะไร เพราะวัสดุแต่ละประเภทมีการดูแลที่ต่างกัน เช่นกระเบื้องที่ทำจากหินอ่อนต้องระวังเป็นพิเศษ ไวต่อสารเคมี ดังนั้นการเลือกน้ำยาทำความสะอาดต้องเลือกให้ถูกต้อง เป็นต้น ถ้าพร้อมกันแล้วเรามาเริ่มลงมือทำความสะอาดกันเลย   1. ปัดฝุ่น สิ่งแรกที่ต้องทำคือใช้ไม้กวาด ปัดกวาดเศษฝุ่นออกให้เรียบร้อย หากมีคราบฝังแน่นหรือมีก้อนกรวดที่ไม้กวาดเอาไม่อยู่ คงต้องพึ่งของหนัก โดยหาอุปกรณ์หรือเกรียงโป้วขูดเอาเศษฝุ่นออก   2. เลือกน้ำยาให้เป็น โดยปกติแล้วน้ำยาทั่วไปสามารถใช้กับกระเบื้องได้หลายประเภท (ยกเว้นกระเบื้องหินอ่อน) ควรดูที่ค่า pH ให้อยู่ระหว่าง 7-9 ซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ   3. เริ่มขัดให้เงา พรมน้ำยาขัดพื้นให้ทั่วผ้า พอหมาดๆ จากนั้นให้เช็ดตามแนวยาวหรือแนวขวาง หากคราบฝังแน่นอาจใช้แปลงขัดก่อน ควรใช้แปลงที่มีขนแปลงไม่แข็งมาก ไม่ควรใช้แปลงที่ทำจากโลหะ เพราะจะทำลายพื้นผิวของกระเบื้อง    4. ป้องกันคราบใหม่ เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว ควรดูแลรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดคราบใหม่ๆ โดยการกวาดหรือดูดฝุ่นแยู่เสมอ หรือหากมีคราบเปื้อนให้รีบทำความสะอาดให้เรียบร้อย   การดูแลพื้นหินอ่อน หินแกรนิต   แถมให้อีกนิดสำหรับการดูแลหินอ่อน หินแกรนิตซึ่งต้องมีการดูแลรักษาแบบพิเศษกว่าพื้นทั่วไป ดังนั้นนี้   1. เลือกใช้น้ำยาทำความสะอาดหินอ่อนโดยเฉพาะ (DETERGENT) ผสมกับน้ำในอัตราส่วน 50:1  2. บริเวณที่มีคราบสกปรกมา ให้ใช้แผ่นใยขัดล้างเฉพาะจุดนั้นเป็นวงกลม แล้วใช้น้ำสะอาดเช็ดซ้ำ 3. ทุก 6 เดือนควรมีการขัดเงาพื้นผิวใหม่ โดยใช้ผงขัด 5 EXTRA ในอัตราส่วน 2 ช้อนต่อน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ขัดด้วยเครื่องขัด   เครดิตจาก 3M  
5 วิธีกำจัด "สนิม" ด้วยของใช้ที่มีในบ้าน   สนิมคือตัวการสำคัญที่คอยกัดกร่อนของใช้ในบ้านให้สลายไปก่อนเวลาอันควร ไม่เฉพาะโครงสร้างใหญ่ๆ เช่นพวกเฟอร์นิเจอร์หรือของตกแต่งในบ้าน มันยังทำลายของชิ้นเล็กๆ ที่เป็นโลหะได้อีกด้วย นอกจากนั้นแล้วมันยังเป็นอัตรายต่อสุขภาพของคนในบ้านด้วย   1. น้ำส้มสายชู ของวิเศษประจำบ้านที่ทำได้ตั้งแต่ของกินยังของใช้ มันสามารถทำความสะอาดได้หลายอย่างไม่เว้นแม้แต่ "สนิม" เพียงแค่นำของชิ้นนั้นไปแช่ในน้ำส้มสายชู ทิ้งไว้สักพักก็เอาผ้าหรือสก๊อตไบร์ทขัดออกได้เลย   2. น้ำส้มสายชู + ผงซักฟอก หากเป็นของชิ้นใหญ่ที่ไม่สามารถนำไปแช่ได้ เช่น ขาโต๊ะ ตู้ เป็นต้น ให้เอาน้ำส้มสายชูผสมกับผงซักฟอกในอัตราส่วน 2:1 ตามลำดับ จากนั้นใช้สก๊อตไบร์ทขัดออก จนทั่วบริเวณ และใช้ผ้าเช็ดออกอีกรอบ   3. มันฝรั่งดิบ+น้ำยาล้างจาน เข้าใจไม่ผิดหรอกครับ เราใช้มันฝรั่งจริงๆ เพียงผ่าออกครึ่งหนึ่งแล้วจุ่มมันลงไปในน้ำยาล้างจาน จากนั้นเอาไปขัดบริเวณที่เกิดสนิม จะสังเกตุเห็นว่าคราบสนิมติดออกมาในมันฝรั่ง จากนั้นผ่ามันฝรั่งในส่วนที่เป็นสนิมออก แล้วทำแบบเดิมซ้ำๆ   4. น้ำส้มสายชู+กระดาษฟอยล์ วิธียอดฮิตที่นิยมกัน คือใช้สารเคมีจากน้ำส้มสายชูและใช้ผิวสัมผัสจากกระดาษฟอยล์เป็นตัวช่วย วิธีนี้สามารถทำให้คราบสนิมออกไปได้อย่างน่าเหลือเชื่อ   5. น้ำอัดลม วิธีที่ง่ายและเห็นผล เพียงนำน้ำอัดลมไปราดหรือเทใส่ถาด จากนั้นนำของที่เป็นสนิมไปแช่ น้ำอัดลมจะทำการกัดกร่อนจนสนิมหลุดออก ทิ้งไว้สักพักก็ใช้ผ้าเช็ดออกได้เลย   เครดิตจาก 3M  
"เลี้ยงสัตว์" ในห้อง ทำความสะอาดง่ายนิดเดียว การทำความสะอาดบ้านแบบทั่วๆ ไปคงไม่เพียงพอต่อบ้านที่มีการเลี้ยงสัตว์เช่นพวก แมวหรือสุนัข ที่มีขนยาวและหลุดร่วงตลอดเวลา ดังนั้นการทำความสะอาดจึงต้องมีความพิเศษกว่าบ้านทั่วๆไป   ทำความสะอาดไม่ดี เสี่ยงต่อการเกิดโรค หากในห้องหรือในบ้านมีขนสัตว์อยู่มากๆ และละเลยในการทำความสะอาด แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือเรื่องของสุขภาพของเจ้าของบ้าน อาจทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได้ง่าย   จัดเตรียมพื้นที่ ห้องที่มีการเลี้ยงสัตว์ไม่ควรมีของใช้หรือของตกแต่งมากชิ้น เพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาดและไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง ควรเลี้ยงวัสดุที่อมฝุ่นหรือมีพื้นผิวที่เกาะกับขนสัตว์ ควรใช้วัสดุผิวเรียบมัน เป็นต้น   ดูดฝุ่นเรื่องง่ายๆ กำจัดจนสัตว์บนเฟอร์นิเจอร์และโซฟา โซฟาและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เป็นตัวการสำคัญในการกักเก็บขนและฝุ่น การดูดฝุ่นดูดขนสัตว์ไปได้เพียงเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังมีขนสัตว์อีกจำนวนหนึ่งติดอยู่ วิธีการกำจัดคือใช้ถุงมือผ้าชุบน้ำหมาดๆ จากนั้นถูไปทั่วบริเวณ ทำแบบนี้ซ้ำๆ จนขนสัตว์ออกหมด   ขนสัตว์บนเฟอร์นิเจอร์ไม้ เป็นวิธีการที่ใช้ไฟฟ้าสถิตโดยใช้ผ้าฝ้ายนุ่มๆ พ่นด้วยน้ำยาขัดเงาหรือสเปรย์ดักฝุ่น ขัดถูทั่วๆบริเวณ นอกจากจะช่วยกำจัดฝุ่นแล้ว ยังช่วยทำให้ขนสัตว์ไม่ติดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ในครั้งต่อไปอีกด้วย   อุปกรณ์กำจัดขน ตามร้านขายของสัตว์เลี้ยงทั่วไปมักจะมีอุปกรณ์เช่น ฟองน้ำกำจัดขนสัตว์ ลูกกลิ้งกำจัดขนสัตว์ เป็นต้น ถือเป็นวิธีง่ายๆ และช่วยกำจัดขนสัตว์ได้ดีทีเดียว   เครดิตจาก 3M  
กลิ่นอับ เชื้อรา ในตู้เสื้อผ้า ต้องกำจัดให้สิ้นซาก กลิ่นอับเป็นศัตรูตัวฉกาจของบ้านโดยมีเชื้อราเป็นผู้นำทัพ ไม่ว่าส่วนไหนๆ ของบ้านก็สามารถเกิดขึ้นได้ แต่จุดที่ดูจะเป็นปัญหาไม่น้อยไปกว่าที่อื่นก็คือเชื้อราและกลิ่นอับในตู้เสื้อผ้า เพราะนอกจากจะทำให้เสื้อผ้าเหม็นแล้วยังอาจทำให้เกิดเชื้อราบนเสื้อผ้าแล้วมาติดเราก็เป็นได้   ต้นตอของเชื้อราในตู้เสื้อผ้า สาเหตุหลักของเชื้อราและกลิ่นอับแน่นอนว่าเกิดมาจากความชื้น ทั้งความชื้นภายในห้องรอบๆ บริเวณตู้เสื้อผ้า ส่งผลทำให้ตู้เสื้อผ้าเกิดความชื้นไปด้วย สาเหตุที่สองคือความชื้นที่เกิดจากภายในตู้เสื้อผ้า เพราะส่วนใหญ่เรามักปิดตู้ตลอดเวลา ทำให้ความชื้นภายในมีการสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ หรืออาจเกิดจากนำผ้าชื้นเข้าไปไว้ในตู้ก็เป็นไปได้นะ   กำจัดความชื้น เนื่องจากความชื้นคือต้นตอของปัญหา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำจัดพวกมันให้สิ้นซากไปก่อน โดยการเปิดหน้าต่างหรือทำให้บริเวณรอบๆ ห้องมีอากาศถ่ายเท จากนั้นก็เริ่มกำจัดความชื้นภายในตู้เสื้อผ้า โดยการเปิดตู้ให้อากาศถ่ายเท หากมีเสื้อผ้าอยู่มากเกินไปให้เอาออกมาก่อน ทิ้งไว้ให้ความชื้นออกให้หมด หรือวิธีที่รวดเร็วกว่าคือใช้ผัดลมช่วยเป่า   เชื้อราตัวอันตราย เมื่อกำจัดกลิ่นอับแล้ว แต่ยังปล่อยให้เชื้อราลอยนวลก็คงไม่ช่วยอะไร ดังนั้นต้องมากำจัดตัวต้นเหตุ โดยมีวิธีง่ายๆ ดังนี้   นำยาล้างจาน - ใช้น้ำยาล้างจานผสมน้ำแบบเข้มข้น จากนั้นใช้แปรงขนอ่อนขัดบริเวณที่เกิดเชื้อราจนสะอาด จานนั้นใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดแบบหมาดๆ เช็ดอีกครั้ง   น้ำส้มสายชู - เป็นการกำจัดเชื้อราได้อย่างดี แต่ต้องเป็นแบบที่มีความเข้มข้น 7% ขึ้นไปนะ เพียงแค่ฉีดบริเวณที่เป็นเชื้อรา น้ำส้มสายชูจะไปต่อสู้และฟาดฟันให้หมดสิ้นไปเอง   ไฮเตอร์ - เพียงแค่ใช้ไฮเตอร์ฉีดเข้าไปตรงบริเวณที่เกิดเชื้อรา แค่นี้ก็เรียบร้อย การทำงานของมันคล้ายๆ น้ำส้มสายชู รอสักพักให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดออก สร้างเกราะป้องกัน   เมื่อกำจัดเชื้อราและกลิ่นอับไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นคือการป้องกันไม่ให้พวกมันย้อนกลับมาอีก โดยหลักการง่ายๆ คือห้ามให้ตู้มีความชื้น อย่างแรกคือให้ตรวจเช็คเสื้อผ้าว่ามีเชื้อราหรือความชื้นหรือไม่ หากพบให้นำไปทำความสะอาดแล้วตากให้แห้งสนิท (ถ้าไม่มั่นใจ สักหมดทุกตัวก็ได้นะ)   นำสารดูดความชื้นหรือถ่านมาวางไว้ในตู้เสื้อผ้า เพื่อกำจัดความชื้นอยู่ตลอดเวลา ให้เปิดตู้บ่อยๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเทไม่มีความชื้นสะสม แค่นี้ศัตรูตัวร้ายก็จะไม่มากวนใจอีกต่อไป   เครดิตจาก 3M    
Downlight! เลือกไฟอย่างไรให้สว่าง แสงสว่างเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต เราคงไม่อยากตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิดอันน่ากลัว ดังนั้นการติดตั้งหลอดไฟจึงเป็นเรื่องสำคัญ บ้านหรือคอนโดใหม่ๆ มักมีปัญหาเรื่องแสงสว่างไม่เพียงพอ เราจึงขอนำเสนอ Downlight! เลือกไฟอย่างไรให้สว่าง   การใช้ชีวิตในบ้านหรือคอนโดจำเป็นอย่างมากที่ต้องใช้แสงสว่างที่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่ต้องการแสงสว่างในการทำกิจกรรมต่างๆ เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพตาได้ ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านแสงสว่างได้ถูกพัฒนาไปอย่างมาก มีการผลิตไฟที่รองรับการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น โดยสามารถแบ่งตามการใช้งานได้ดังต่อไปนี้   1. แสงไฟเพื่อใช้งานทั่วไป หลอดไฟที่นิยมใช้กันเช่นพวก หลอดฟูออเรสเซนซ์ หลอดดาวน์ไลท์ เป็นต้น พวกนี้จะให้แสงสว่างกระจายเป็นวงกว้าง ให้แสงสว่างปริมาณที่มาก นิยมใช้กันมากมีราคาถูก มีให้เลือกทั้งแสงสีขาวและแสงสีเหลืองอบอุ่น    2. แสงไฟเพื่อใช้งาน ในกลุ่มนี้มักใช้งานเฉพาะที่ เฉพาะจุด เช่นโคมไฟโต๊ะทำงาน โคมไฟอ่านหนังสือ เป็นต้น มีลักษณะของแสงที่ไม่กระจายตัวมากนัก ปริมาณของแสงก็ไม่สว่างจนเกินไป และมีความร้อนต่ำ   3. แสงไฟเฉพาะจุด ในกลุ่มนี้จะเน้นการใช้งานเพื่อความสวยงามเป็นหลัก เช่น สปอร์ทไลท์ หลอดฮาโลเจน เป็นต้น เรามักเห็นได้จากเกลอรี่ หรืองานแสงสินค้า พวกนี้มักจะให้แสงสีเหลือง เพราะให้ความรู้สึกที่ดีต่อการมองเห็น และมีระดับความสว่างให้เลือกที่หลากหลาย เมื่อเรารู้จุดประสงค์ของการใช้งานแล้ว ต่อไปเราจะขอมาพูดถึงวิธีการเลือกและติดตั้งหลอดไฟกันต่อ โดยเราจะขอพูดถึงเฉพาะในส่วนของหลอดไฟเพื่อการใช้งานหรือหลอดไฟดาวน์ไลท์เท่านั้น เพราะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของแสงไฟในบ้าน   เลือกไฟอย่างไรให้ได้แสงดีที่สุด ?   1. ขั้วหลอด ขั้วหลอดมีหลายประเภทเลือกให้ถูกกับหลอด เช่น ขั้วเกลียว (รหัส E27) คู่กับหลอดไส้ หลอดตะเกียบ ถ้าขั้วหลอดรหัส GU4 คู่กับหลอดฮาโลเจน นอกจากนั้นยังต้องดูวิธีการใส่หลอดด้วย เพราะมีทั้งแนวตั้ง ที่นิยมกันทั่วไป และแนวนอน ที่จะมีลักษณะความยาวที่สั่นกว่า มักใช้กับห้องที่ความสูงจากพื้นถึงเพดานต่ำ   2. ขนาดโคม ต้องดูให้พอดีกับขนาดใต้ฝ้าเพดาน โดยต้องมีการเว้นช่องว่างเพื่อใช้ระบายความร้อนอย่างน้อย 5 ซม. ซึ่งการเลือกขนาดของโคมนั้นมีผลต่อความสว่างโดยตรง หากห้องที่มีพื้นที่กว้างก็ควรใช้โคมที่มีขนาดใหญ่   3. ระยะห่างระหว่างโคม ระยะห่างเป็นจุดที่สำคัญ เพราะจะทำให้แสงที่ได้มีความสม่ำเสมอ ไม่เกิดจุดที่สว่างไปและมืดไป โดยหากใช้โคมขนาด 4 นิ้ว ในห้องที่มีความสูงจากพื้นถึงเพดานประมาณ 2.5 เมตร ควรเว้นระยะห่างดังนี้ หลอดตะเกียบแสงขาว 36 W เว้น 0.8 เมตร, หลอดตะเกียบแสงเหลือง 36 W เว้น 1 เมตร, หลอดไส้ 80 W เว้น 1.5 เมตร   4. ผิวสะท้อนของโคม เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกระจายความสว่างออกไป โดยมีอยู่ 3 ชนิดคือ ผิวมันวาวที่ให้แสงได้เต็มที่, ผิวมันมีเหลี่ยมให้แสงจ้ามาก, ผิวเป็นเหลี่ยมมุมผิวหยาบจะได้แสงอ่อนๆ ดูนุ่มนวล   เครดิตจาก 3M                      
หน้าต่างบานเก่า แต่งบ้านให้ดูเก๋า!! กระแส การแต่งบ้านในสไตล์วินเทจและเรโทรเป็นที่นิยมและไม่เคยดูล้าสมัย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหน "หน้าต่างเก่า" เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่จะมาช่วยเติมเต็มให้บ้านดูมีสีสันและความน่าสนใจมาก ยิ่งขึ้น   หน้าต่างเก่าหาซื้อง่าย หน้าต่าง เก่าคือหน้าต่างที่มีดีไซน์แบบโบราณ โดยส่วนใหญ่มักทำจากไม้ อาจมีกระจกหรือไม่มีกระจกก็ได้ หาซื้อได้ตามร้านขายไม้เก่าทั่วๆไป และที่สำคัญคือมีราคาไม่แพงอีกด้วย ขึ้นอยู่กับสภาพและชนิดของไม้   เพราะความเก่าจึงดูเก๋า การ ตกแต่งแบบแรกคือไม่ต้องตกแต่งหรือดัดแปลงหน้าต่างเลย เพียงนำมันมาในสภาพเดิมๆ สีเก่าๆ มีรอยถลอกที่บอกเล่าการทำงานของมัน นำมันมาติดผนังต่อกันสักสองบานแค่นี้ห้องก็ดูน่าสนใจมากขึ้นแล้ว   ผนังบานหน้าต่าง นำ หน้าต่างเก่าๆมาตกแต่งให้เต็มผนัง โดยจับวางทั้งแนวตั้งและแนวนอน เทคนิคที่สำคัญคือการเลือกสี ไม่ควรให้สีเหมือนกันอยู่ติดกัน อาจทาสีใหม่ (ควรเป็นสีโทนพาสเทล) หรือใช้ในสภาพเดิมๆก็ได้ ทำเฟอร์นิเจอร์สวยๆนำ หน้าต่างมาเป็นส่วนหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ เช่น โต๊ะเล็ก หรือโต๊ะกาแฟ ทำเป็นตู้เก็บของก็ดูสวยไม่เบา สิ่งสำคัญคือต้องเลือกใช้หน้าต่างที่มีสภาพแข็งแรงสมบูรณ์   หน้าต่างบานสวย อีก วิธีที่น่าสนใจคือใช้ตามหน้าที่ของมันไปเลย คือใช้เป็นหน้าต่างของบ้าน แต่จุดสำคัญคือต้องให้เข้ากับการตกแต่งและสไตล์ด้วย อีกทั้งต้องใช้หน้าต่างเก่าที่มีสภาพดีด้วยเช่นกัน   ใช้เป็นตู้เก็บโปสการ์ด หน้าต่าง บานเก่าที่มีลักษณะเป็นช่องเล็กๆ สามารถใช้เป็นที่เก็บซองจดหมายได้ไม่นาก หรือหาที่หนีบมาไว้หนีบโปสการ์ดสวยๆอวดแขกก็ดูเก๋ไม่เบา   เครดิตจาก 3M  
พื้นที่ใต้บันได ทำอะไรได้บ้าง? บันไดเป็นวัสดุชิ้นสำคัญสำหรับบ้านที่มีมากกว่า 1 ชั้น เพราะบันได้เป็นทางเชื่อมระหว่างชั้น (คงไม่มีใครโหนเชือกขึ้นชั้นสอง) บางคนจึงให้ความสำคัญกับการเลือกบันได้เป็นอย่างมาก แต่สำหรับบ้านที่มีพื้นที่จำกัดพื้นที่ใต้บันไดถือเป็นพื้นที่ที่เสียเปล่า เราจึงขอนำเสนอไอเดียการตกแต่งพื้นที่ใต้บันไดให้ดูสวยเก๋และมีประโยชน์มาฝาก   พื้นที่ใต้บันไดเป็นอะไรได้มากกว่า บันไดที่เราเห็นกันทั่วไปจะมีอยู่หลักๆ 2 แบบได้แก่แบบทึบกับแบบเปิดโล่ง หากเป็นบันไดแบบข้างล้างปิดทึบจะทำให้เราเสียพื้นที่ใต้บันไดไปโดยไม่เกิดประโยชน์มากนัก การตกแต่งอาจแขวนรูป หรือของตกแต่งไว้ที่พื้นผิวด้านข้างบันได ซึ่งทำให้เราได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่แนวตั้งได้บ้าง แต่ในวันนี้เราจะมาแนะนำการตกแต่งสำหรับบันไดที่พื้นที่ด้านล่างเปิดโล่งเป็นหลัก ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นไปติดตามกันต่อเลย   ชั้นวางสุดเก๋ๆ หากมีพื้นที่ใต้บันเหลือไม่มากเท่าไหร่เราแนะนำให้ทำ Build-in ใต้บันได ทำชั้นวางเป็นช่องๆ เอาไว้โชว์ของสุดรักหรือวางหนังสือเก๋ๆ เทคนิคเพิ่มความโดดเด่นคือทำเป็นช่องใหญ่สลับเล็ก ไม่ควรทำให้ทุกช่องเท่ากัน เพราะจะดูเชยเอามากๆ เลือกให้เหมาะกับพื้นที่ว่าจะทำเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน หากพื้นที่ไม่สูงควรทำแนวตั้ง และพื้นที่สูงควรทำเป็นแนวยาว เพื่อให้ห้องดูกว้างขึ้น   เสื้อผ้าสุดแนว เบื่อไหมกับตู้เสื้อผ้าทรงสี่เหลื่ยมใหญ่ๆ แถมกินพื้นที่มากมายอีกต่างหาก สำหรับคุณผู้หญิงแล้วตู้เสื้อผ้าคงสำคัญมากเพราะตู้เสื้อผ้าเพียงตู้เดียวไม่สามารถเก็บเสื้อผ้าได้หมดอย่าทำให้พื้นที่ได้บันไดเสียเปล่า เพื่อนๆ สามารถดัดแปลงให้มันออกมาเป็นตู้เสื้อผ้าสุดแนวได้ แถมเวลาปิดไว้ดูไม่ออกด้วยว่าเป็นตู้เสื้อผ้า   บ้านน้องหมาสุดน่ารัก พื้นที่ใต้บันไดมีมากพอสมควรแต่ก็ไม่มากพอสำหรับการทำเป็นห้องนอนของคน แต่สำหรับเจ้าตูบหรือสัตว์เลี้ยงตัวน้อยแล้วนี่คือวิมารชั้นยอด เพราะมันกว้างพอที่จะยัดของเล่นสุดโปรดหรือที่นอนแสนหวงของเจ้าตัวน้อยลงไปได้ ไอเดียนี้ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว   เครดิตจาก 3M  
เฟอร์นิเจอร์สุดเก๋ เพิ่มพื้นที่ในห้องแค่พริบตา ในโลกที่ทุกอย่างมีค่าเป็นเงินทอง ทำให้การใช้ของอย่างคุ้มค่าเป็นเรื่องจำเป็น บ้านหรือคอนโดก็เช่นกัน การที่ใช้พื้นที่เปลืองไปกับของและเฟอร์นิเจอร์อื่นๆบางครั้งมันดูจะไม่คุ้มกับราคาที่เสียไปซะเลย แล้วแบบนี้ต้องหาตัวช่วย   เลือกเฟอร์นิเจอร์ให้คุ้ม การเลือกเฟอร์นิเจอร์ต้องมาจากโจทย์ที่ตอบสนองการใช้งานของคนในบ้าน แต่เฟอร์นิเจอร์หนึ่งชิ้นไม่จำเป็นต้องตอบโจทย์เพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันมีเฟอร์นิเจอร์มากมายที่พัฒนามาให้สามารถใช้งานได้หลายฟังก์ชั่น จนทำให้เราสามารถใช้พื้นที่ได้คุ้มแบบสุดๆ   โต๊ะทำงานสุดคุ้ม การทำงานหรือใช้คอมพิวเตอร์ในบ้านต้องอาศัยโต๊ะ แต่จะให้ใช้โต๊ะคอมเลยก็ดูจะเกะกะและเปลืองพื้นที่ โต๊ะเสี้ยวจันทร์เลยเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก เพราะมันสามารถกางออกเป็นโต๊ะได้ และเมื่อไม่ใช้ก็พับเก็บกลายเป็นที่วางของโชว์เก๋ได้ด้วย   ครัวบิ้วอิน ส่วนใหญ่แล้วคอนโดมักจะแถมชุดครัวหรือตู้บิ้วอินมาให้อยู่แล้ว ทำให้ใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า แต่แค่นั้นยังไม่พอ การสนใจจุดเล็กๆก็สร้างประโยชน์ได้มากมายเช่นนำช่องเก็บของมาใส่ในตู้เพื่อจัดสรรของเป็นหมวดหมู่, การทำลิ้นชักเข้ามุม ทำให้ใช้งานง่ายและสะดวกขึ้น เป็นต้น   เตียงนอนผสานฟังก์ชั่น เป็นสิ่งที่น่านำไปใช้อย่างมาก โดยเฉพาะกับห้องแบบสตูดิโอ เพราะมันทำให้พื้นที่ในห้องเหลือมากขึ้นและสวยเก๋ เท่ห์ขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นเตียงนอนแบบธรรมดาแล้ว มันยังสมารถเป็นที่เก็บของ, ชั้นวางของ, โต๊ะทำงานได้อีกด้วย   โต๊ะเลื่อน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่พบเห็นบ่อย กับโต๊ะเลื่อนที่สามารถเลื่อนเข้าออกไปเก็บในตู้หรือเฟอร์นิเจอร์อื่นได้ ซึ่งทำให้เราใช้พื้นที่ตรงนั้นได้หลากหลาย เพราะเราจะดึงโต๊ะออกมาในเวลาที่ใช้งานเท่านั้น ส่วนวันไหนไม่ใช้ก็เลื่อนเก็บเข้าไป และใช้พื้นที่ตรงนั้นทำอย่างอื่นได้อีกมาก   เครดิตจาก 3M  
5 เทคนิค ลบรอยผนังเปื้อน ง่ายกว่าที่คิด!!   คราบเปื้อนบนผนังเป็นสิ่งที่ขัดหูขัดตาเป็นอย่างมาก แม้มันจะเป็นแค่รอยเล็กๆ แต่เราก็ไม่อยากให้มันติดอยู่บนนั้น โอกาสที่จะเกอดคราบเปื้อนนั้นมัมากมาย ดังนั้นการทำความสะอาดผนังจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น   คราบมาจากไหน   คราบเปื้อนส่วนใหญ่มาจากกิจกรรมของคนในบ้าน เช่น มีเด็กเอาดินสอไปเขียน, คราบจากการทำอาหาร เป็นต้น ซึ่งคราบแต่ละประเภทก็มีวิธีกำจัดที่แตกต่างกันออกไป เรามาเริ่มวิธีแรกกันเลย   1. น้ำยาล้างจาน ง่ายๆ รวดเร็ว หากเป็นคราบไม่ใหญ่มากหรือไม่เลอะมาก เช่น คราบกาแฟ หรือคราบอาหาร ให้นำน้ำอุ่นและน้ำยาล้างจานไปขัดและปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นใช้ผ้าขัดซ้ำ 2. เบกกิ้งโซดา สำหรับคราบที่ค่อนข้างกำจัดยาก เช่นคราบหมึก หรือปากกา ให้ใช้เบกกิ้งโซดามาถูบริเวณนั้นแล้วใช้แปรงสีฟังขัดออก จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดอีกทีหนึ่ง 3. น้ำส้มสายชู สิ่งของที่สารพัดประโยชน์อย่างน้ำส้มสายชูสามารถลบรอยเปื้อนได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้น้ำส้มสายชูไปถูบริเวณนั้นทิ้งไว้สักพัก ก็ใช้น้ำสะอาดล้างออกแบบง่ายๆ 4. ไดร์เป่าผมและน้ำยาล้างจาน สำหรับบ้านที่มีลูกน้อยจอมซน ใช้สีไปละเลงบนผนัง ให้ใช้ไดร์เป่าผมเป่าบริเวณนั้นจนสีเริ่มละลาย จากนั้นเอาผ้าชุบน้ำยาล้างจานแล้วล้างออก แค่นี้สีบนผนังก็หลุดออกแล้ว 5. ยาสีฟัน นอกจากมันจะทำให้ฟันเราขาวใสแล้ว ยังช่วยให้คราบเปื้อนบนผนังหลุดออกได้ง่ายๆอีกด้วย โดยบีบยาสีฟันลงบนแปรงฟัน แล้วขัดลงบนคราบ จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดล้างออก แค่นี้ผนังก็ใหม่เอี่ยมแล้ว   เครดิตจาก 3M  
ตอบคำถาม ก่อนติดวอลล์เปเปอร์?   วอลล์เปเปอร์เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับตกแต่งผนัง และได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ทำไมมันถึงฮิต ทำไมคนถึงทำ หลายคนอาจยังค้นหาคำตอบกันอยู่ และหลายคนยังเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกทำอย่างไรกับผนังดี จะทาสีหรือติดวอลล์เปเปอร์?    ติดวอลล์เปเปอร์กับทาสีอันไหนดีกว่ากัน?   เป็นคำถามที่คนคิดจะติดวอลล์เปเปอร์ทุกคนคิดไว้ก่อนตัดสินใจเสมอ มีหลายสิ่งที่ควรรู้ก่อนเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งที่ดีที่สุดคือควรนำเหตุผลหลายๆ ข้อมาเปรียบเทียบให้ชัดเจน โดยมีสิ่งที่ควรนำมาเปรียบเทียบดังนี้   1. เบื่อง่ายไหม? หากเพื่อนๆ เป็นคนไม่ชอบอะไรซ้ำๆ จำเจเหมือนเดิมควรเลือกวอลล์เปเปอร์ เพราะนอกจากจะสามารถเปลี่ยนได้บ่อยแล้วยังมีลวดลายและสีสันให้เลือกมากมาย ที่สำคัญสามารถนำมา mix and match ได้อีกด้วย 2. ราคา เป็นอีกปัจจัยสำคัญ ถึงแม้ในปัจจุบันวอลล์เปเปอร์จะมีราคาถูกลง แต่ก็ยังถือว่าแพงกว่าการทาสีอยู่ดี เพราะการติดวอลล์เปเปอร์ต้องใช้ช่างผู้ชำนาญ 3. ความสะดวกรวดเร็ว แน่นอนว่าข้อนี้วอลล์เปเปอร์กินขาด เพราะขั้นตอนในการติดรวดเร็วและแห้งไว ที่สำคัญไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนใช้สีแน่นอน 4. การดูแลรักษา วอลล์เปเปอร์บางชนิดดูแลรักษาง่าย หากมีคราบเปื้อนสามารถเช็ดออกได้ง่าย แต่วอลล์เปเปอร์มักมีปัญหาเรื่องความชื้นหากตอนติดตั้งทำไม่ดี 5. พื้นผิวพนัง หากผนังมีรอย หลุม หรือผิวไม่เรียบควรใช้วอลล์เปเปอร์ เพราะวอลล์เปเปอร์จะช่วยปิดผิวผนังให้ดูเรียบเนียนได้   เลือกวอลล์เปเปอร์แบบไหนดี   สำหรับคนที่ตัดสินใจเลือกใช้วอลล์เปเปอร์สิ่งหนึ่งที่ต้องรู้คือ ชนิดของวอลล์เปเปอร์ซึ่งจะส่งผลต่อการใช้งานและราคา โดยทั่วไปวอลล์เปเปอร์ที่นิยมใช้กันมีดังนี้   1. วอลล์เปเปอร์กระดาษ เป็นชนิดที่นิยมเพราะมีราคาถูกและมีลวดลายให้เลือกมาก แต่ข้อเสียคือการดูแลรักษาค่อนข้างยาก 2. วอลล์เปเปอร์ผ้า ให้ผิวสัมผัสและลวดลายที่สวยงาม ดูหรูหรา น่าหลงไหล แต่มีราคาค่อนข้างสูง 3. วอลล์เปเปอร์ไวนิล เป็นชนิดที่ได้รับความนิยมสูงเช่นกัน เพราะดูแลรักษาค่อนข้างง่าย ลวดลายสวยงามและราคาไม่สูงมากนัก 4. วอลล์เปเปอร์โฟม เป็นชนิดที่มีความสวยงามแปลกตา และมีคุณสมบัติพิเศษคือเก็บเสียงได้เยอะ ทำให้รู้สึกความเป็นส่วนตัวมากขึ้น   แถมอีกนิด สำหรับคนที่อยากติดวอลล์เปเปอร์ด้วยตัวเอง ง่ายๆ ใช้เพียงกาวลาเท็กซ์, แป้งเปียกผสมน้ำ, ลูกกลิ้ง, วอลล์เปเปอร์ลายถูกใจ โดยขั้นตอนแรกให้นำแป้งเปียกผสมน้ำทาข้างหลังแผ่นวอลล์เปเปอร์ให้ทั่ว จากนั้นนำกาวลาเท็กซ์ทาลงตามขอบผนังที่จะติดวอลล์เปเปอร์ จากนั้นวางแผ่นวอลล์เปเปอร์ลงไปไล่จากด้านบนสุดก่อน แล้วค่อยๆไล่ลงมา จากนั้นใช้ลูกกลิ้ง กลิ้งให้ทั่วบริเวณ แค่นี้ก็เรียบร้อย   เครดิตจาก 3M      
  จัดตู้เสื้อผ้าอย่างไรให้ใช้งานง่าย และดูมีสไตล์ ตู้เสื้อผ้าเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญที่ทุกบ้านต้องมี เพราะนอกจากจะเอาไว้เก็บเสื้อผ้าแล้วมันยังเพิ่มความสวยงามให้ห้องอีกด้วย แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าเมื่อใดที่อยากหยิบเสื้อหรือกางเกงตัวโปรดมาใช้กับหาไม่เจอ เพราะในตู้มันดูรกและวุ่นวายอย่างกับป่าอะเมซอน จัดหมวดหมู่ให้ถูกต้อง การจัดตู้เสื้อผ้าควรแยกเสื้อผ้าแต่ละประเภทออก เช่น เสื้อทำงาน เสื้อยืด กางเกงขายาว ถุงเท้า เป็นต้น โดยเสื้อนั้นไม่จำเป็นต้องจับแขวนหมด ให้เลือกแขวนแต่ตัวที่ใส่เป็นประจำเท่านั้น แล้วจับแขวนแยกประเภทกัน ช่องเก็บของช่วยได้ ตู้เสื้อผ้าที่มีช่องเก็บของควรแยกตามลำดับชั้น เรียงจากสูงไปต่ำ เช่นด้านบนก็อาจใส่พวกกางเกงหรือชุดชั้นใน ชั้นรองลงมาใส่กางเกงในหรือกางเกงซ้อน ชั้นล่างอาจเป็นถุงเท้าและถุงน่อง เป็นต้น หากล่องมาใส่เพิ่ม หากตู้เสื้อผ้ามีช่องเก็บของน้อยหรือมีพื้นที่ด้านล่างและด้านบนสุดมากให้หากล่องที่ขนาดพอดีกับตู้มาใส่ของที่ไม่ค่อยได้ใช้งานเท่าไหร่ลงไป แล้วเขียนบอกหน้ากล่องด้วย เพื่อที่เวลาใช้จะได้หาง่ายขึ้น รื้อของเก่า เชื่อหรือไม่ว่าเสื้อผ้าในตู้หลายตัวไม่ได้ใส่แล้ว อย่าเสียดายให้แยกออกมาใส่กล่องเก็บไว้หรือนำไปบริจาค เพราะเก็บไว้ก็ไม่ช่วยอะไร แต่ที่เก็บไว้เพราะเสียดาย ตัดใจทิ้งไม่ได้ต่างหาก ติดโพสอิทช่วยหา บางคนมีตู้เสื้อผ้าที่ใหญ่มาก และมีหลายตู้ ปัญหามันไม่ได้อยู่ตอนเก็บแต่มักอยู่ที่ตอนหา จะเอาออกมาใช้แล้วลืมว่าอยู่ตรงไหน เราขอแนะนำว่าพอแยกทุกอย่างลงกล่องแล้วให้แปะโพสอิทจากนั้นเขียนบอกไว้ว่าข้างในคืออะไร แล้วเขียนดอกจันหากมีของสำคัญอยู่ ทำความสะอาดตู้ด้วยนะ หลายคนชอบกวาดบ้านถูบ้านแต่มักลืมทำความสะอาดตู้เสื้อผ้า ที่จริงแล้วในตู้เสื้อผ้ามีฝุ่นและสิ่งสกปรกมากมาย ถ้าตอนเราหยิบเสื้อผ้าสีขาวหรือดำออกมาแล้วเผลอไปโดนมัน รับรองว่าคุณต้องเลือกเสื้อผ้าชิ้นใหม่แล้วหล่ะ ดังนั้นควรทำความสะอาดและหาอุปกรณ์ดูดความชื้นมาวางไว้ในตู้เสื้อผ้าด้วย ไม่อย่างนั้นเชื้อราบุกแน่นอน เครดิตจาก 3M  
ห้องโดนแดด...แก้ปัญหาอย่างไร?   หลายคนคงมีปัญหากับการปะทะกันระหว่างแสงแดดอันร้อนระอุกับกำแพงห้องแสนรัก ทำให้อุณหภูมิในห้องเพิ่มสูงขึ้นจนต้องกดรีโมตลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเพื่อเป็นการแก้ปัญหา ซึ่งหารู้ไม่ว่านั้นเป็นวิธีที่ผิดพลาด เราจึงมีไอเดียมานำเสนอที่จะช่วยหยุดยั้งสงครามนี้ได้   สงครามอันร้อนระอุมักจะเกิดการปะทะรุนแรงกับห้องหรือบ้านในทิศตะวันตก เพราะเป็นทิศที่ได้รับแสงแดดยามบ่ายที่ร้อนแรงที่สุดและถูกโจมตีเป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมง กรณีที่เลวร้ายเพิ่มมากขึ้นไปอีกคือผนังด้านนั้นไม่ได้เป็นผนังอิฐหรือกำแพงแต่เป็นบานกระจกหรือหน้าต่างบานใหญ่ ฝ่ายศัตรูยิ่งได้ใจ แผ่กระจายความร้อนมากขึ้นอีก วิธีแก้ปัญหาคงไม่ใช่การส่งกองกำลังเข้าไปสยบดวงอาทิตย์เป็นแน่ (ถ้าทำได้ก็เทพแล้ว) สิ่งที่ทำได้คือหาเกาะกำบังชั้นเยี่ยมที่ให้ทั้งประโยชน์และความสวยงาม   ธรรมชาติต้องสยบด้วยธรรมชาติ วิธีนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ค่อนข้างได้ผล (บางครั้งอาจได้ผลไม้ด้วย) แต่อาจต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร โดยการปลูกต้นไม้ที่มีลักษณะเป็นพุ่ม หากเป็นบ้านสองชั้นอาจต้องหาต้นไม้ที่มีลักษณะสูงด้วย แนะนำเป็นต้นไม้ที่ออกผล จำพวกมะม่วง ชมพู่ เพราะนอกจากจะได้ร่มเงาแล้วยังได้ผลไปกินอีกด้วย หรือใครอยากเพิ่มความสวยงาม ต้นลีลาวดีก็ตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว สิ่งสำคัญคืออย่าปลูกใกล้ตัวบ้านจนเกินไป ให้ห่างออกมาอย่างน้อย 2-3 เมตรครับ   สำหรับคอนโดที่อยู่ชั้นสูงๆ การปลูกต้นไม้ใหญ่คงเป็นไปได้ยาก อาจหาต้นไม้มาปลูกในกระถามวางประดับไว้ตรงระเบียง และหาดอกไม้มาแขวนไว้ แต่อาจไม่ได้ผลมากเท่าที่ควร   ระแนงไม้ช่วยได้ เป็นวิธีที่นิยมทำกันอย่างมาก เพราะนอกจากจะได้ความสวยงามแล้วยังมีประสิทธิภาพไม่เบา ที่สำคัญคือไม่ต้องรอนานเหมือนต้นไม้ ซึ่งวัสดุที่นำมาใช้มีทั้งไม้แท้และวัสดุสังเคราะห์ นอกจากนั้นยังสามารถใช้ปลูกต้นไม้หรือทำสวนแนวตั้งได้แบบเก๋ๆ อีกด้วย ข้อเสียคือทำให้เสียทัศนียภาพอันสวยงามไป   ฟิล์มกรองแสงเอาอยู่ ใครว่าฟิล์มกรองแสงใช้ได้แต่กับรถเท่านั้น เพราะเราสามารถนำฟิล์มกรองมาติดกระจกในบ้านได้อีกด้วย โดยหน้าที่หลักของมันคือการกรองแสงและสะท้อนความร้อนไม่ให้เข้ามาในบ้าน การเลือกฟิล์มกรองแสงคือเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ห้องนั่งเล่นโดนแดดเต็มๆ ก็ควรเลือกเปอร์เซนสูงๆ แต่อย่าสูงมากเพราะจะทำให้ห้องมืดเกินไปได้ และหากไม่อยากให้คนข้างบ้านแอบมอง ก็ติดแบบปรอทไปเลย ข้อดีของการติดฟิล์มกรองแสงคือเรายังสามารถมองทัศนียภาพข้างนอกได้เต็มตา   ทีเด็ดที่ผ้าม่าน เชื่อว่าแทบทุกบ้านต้องติดผ้าม่าน แต่ปัญหาคือเมื่อห้องโดนแดดก็ปิดผ้าม่านซะ เมื่อปิดแล้วความมืดมาเยือนทันทีเพราะผ้าดันทึบเกินไป วิธีการรับมือที่ถูกต้องควรใช้เป็นม่านสองชั้น คือมีทั้งผ้าม่านและผ้าแบ็คเอ้าท์ ซึ่งจะช่วยควบคุมปริมาณของแสงที่เข้ามาทำให้ห้องไม่มืดเกินไป แถมยังช่วยลดอุณหภูมิได้อีกด้วย *เคล็บลับสำหรับบ้านที่อาการหนัก เจอทั้งแดดร้อนและโดนแผดเผาเป็นเวลานาน ให้นำเอาหลายๆ วิธีมามิกซ์รวมกัน อาจติดฟิล์มกระจกและทำผ้าม่านแบบแบ็คเอ้าท์ด้วย หรือใครจะปลูกต้นไม้แถมยังติดระแนงด้วยก็ได้ เครดิตจาก 3M  
  เคล็ดลับ..กำจัดความชื้นในห้อง   ปัญหาใหญ่ที่หลายๆ คนเคยเจอ โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในคอนโด นั้นก็คือปัญหา "ความชื้น" ซึ่งส่งผลทำให้ส่วนต่างๆ ของห้องเสียหาย ทั้งผนัง พื้น หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ชิ้นโปรด และสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นคือ "กลิ่นอับ" ทำให้การพักผ่อนอาจกลายเป็นฝันร้ายได้   ความชื้นมาจากไหน   1.  ระบายอากาศ ส่วนใหญ่มักเกิดกับห้องคอนโด เนื่องจากมีระบบระบายอากาศที่ไม่ดีพอ ทำให้อากาศไม่สามารถถ่ายเทได้เต็มที่ หลายคนแทบไม่เคยเปิดหน้าต่างเลยหรือนานๆ เปิดที ทำให้ความชื้นในห้องสะสมขึ้นเรื่อยๆ 2.   ความชื้นจากห้องน้ำ ห้องน้ำเป็นห้องที่มีความชื้นมากที่สุด เพราะเกี่ยวกับความชื้นโดยตรง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการระบายอากาศที่ดีที่สุด บางครั้งหน้าต่างบานเล็กอาจไม่เพียงพอ 3.   แสงไม่เพียงพอ แสงแดดเป็นตัวกำจัดความชื้นได้อย่างดี แต่ด้วยข้อจำกัดของทิศทางห้องที่ไม่เอื้อให้แสงแดดเข้าถึง ทำให้ความชื้นก่อตัวได้อย่างรวดเร็ว และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ   เมื่อเจอต้นเหตุ ก็ต้องเริ่มกำจัด   1.   เพิ่มการระบายอากาศ ควรหาโอกาสในการเปิดหน้าต่างอยู่บ่อยครั้ง หากโชคร้ายวันนั้นคลื่นลมสงบ ก็ควรหาพัดลมมาช่วยพัดเอาความอับชื้นและกลิ่นไม่พึงประสงค์ออกไป 2.   เครื่องกรองอากาศ หากใครมีงบเพียงพอ การหาเครื่องกรองหรือเครื่องฟอกอากาศเป็นวิธีที่ดีทีเดียว เพราะนอกจากจะช่วยกรองเชื้อโรคต่างๆ แล้วยังช่วยบำบัดอากาศให้ความชื้นไม่มากไปอีกด้วย 3.   ไม่เพิ่มความชื้น นอกจากความชื้นในห้องน้ำแล้ว สาเหตุอาจเกิดจากกิจกรรมในบ้าน เช่นการใช้ผ้าชุบน้ำถูพื้น ซึ่งทำให้เกิดความชื้นได้ง่าย ควรเปลี่ยนมาใช้น้ำยาเช็ดพื้น ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์แทน 4.   กำจัดจุดอ่อน เมื่อพบสาเหตุของความชื้น ซึ่งอาจเกิดจากพรม หมอนหรือที่นอน วิธีที่ดีที่สุดคือการนำออกไปตากแดดจัดๆ เป็นเวลา 3-5 วัน หรือถ้ามีความชื้นมากๆ วิธีที่ดีที่สุดคือนำออกไปทิ้งซะ 5.   เชื้อรากับเครื่องหนัง หากพบความชื้นที่เกิดจากเฟอร์นิเจอร์เครื่องหนัง ให้ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดหลายๆ ครั้ง ให้แน่ใจว่ากำจัดเชื้อราออกหมดแล้ว 6.   เบกกิ้งโซดาหรือผงฟู ถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญทีเดียว เพราะเบกกิ้งโซดาหรือผงฟู มีคุณสมบัติในการกำจัดความชื้นและกลิ่นอับชื้น เพียงเทลงบนถาดหรือจานรอง แล้วนำไปวางตามมุมต่างๆ เพียงแค่นี้ก็ลดปัญหาความชื้นไปมากแล้ว   เครดิตจาก 3M      
กำจัดแมลงสาบ ได้ผลมากที่สุด!! แมลงสาบเป็นสัตว์ที่รบกวนการอยู่อาศัยของเราเป็นอันดับต้นๆ ทั้งกัดกินเสื้อผ้า หนังสือ และของใช้ต่างๆ พวกมันยังแพร่พันธุ์เร็วและน่าขยะแขยงอีกด้วย การกำจัดแมลงสาบหลายครั้งไม่ได้ผล แต่วันนี้เราจะนำเสนอหลากหลายวิธีให้นำไปปรับใช้เพื่อให้ได้ผลมากที่สุด แมลงสาบเป็นสัตว์ที่ชอบของกินที่มีรสหวาน กลิ่นหอมเย้ายวน เราจึงต้องนำจุดอ่อนข้อนี้มาเป็นตัวล่อให้พวกมันหลงกลและติดกับดักของเรานั่นเอง โดยมีวิธีดังนี้   ของหวานแสนเย้ายวน ให้นำถาดที่มีขอบค่อนข้างชันทาด้วยน้ำมันพืช จากนั้นให้นำของที่มีรสหวานเช่น น้ำโอวันตีน น้ำไมโล น้ำบาบิคิว เป็นต้น ยิ่งเป็นของที่มีรสหวานและมีกลิ่นหอมด้วยจะยิ่งช่วยดึงดูดพวกมัน นำไปวางไว้บริเวณที่พวกมันใช้เป็นประจำ หรือถ้าไม่รู้ให้วางไว้ในที่ที่คิดว่าเป็นแหล่งมั่วสุมของพวกมัน จาดนั้นทิ้งไว้หนึ่งคืนจะมีเจ้าแมลงสาบติดกับมากมาย วิธีนี้หลายคนลองแล้วได้ผลอย่างมาก เรียกว่ามากันเป็นกองร้อยเลย   ผงกำจัดแมลงสาบ ปัจจุบันมีสิ่งที่ช่วยกำจัดแมลงสาบแบบสำเร็จรูปมากมาย หนึ่งในนั้นคือผงกำจัดแมลงสาบ เพียงนำมาผสมกับน้ำตาลเล็กน้อยก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้เจ้าแมลงสาบตัวน้อยๆ มาติดกับ ให้นำผงที่ผสมกับน้ำตาลแล้วไปโรยรอบๆ บริเวณที่พวกมันอยู่ เช่นในตู้ ลิ้นชัก ถังขยะ เป็นต้น ให้ทำเป็นประจำ ไม่เกินสองอาทิตย์รับรองหายเกลี้ยง   กำจัดด้วยวิธีธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นตัวช่วยอย่างดี ในที่นี้เราจะใช้เม็ดพริกไทยเป็นตัวช่วย อาจนำใส่ถุงผ้าแบบบางหรือบรรจุลงในถาดเล็กๆ ไปวางตามจุดที่คิดว่าจะเป็นแหล่งมั่วสุมของพวกมัน กลิ่นฉุนของเม็ดพริกไทยจะไปทำให้พวกมันไม่กล้ากลับมาเหยียบที่นี่อีก กันไว้ดีกว่าแก้   หลายบ้านยังไม่เคยพบเจอเจ้าแมลงสาบ แต่อย่าควรละเลยเพราะเมื่อคุณพลาดพวกมันพร้อมเข้าจู่โจมได้ทุกเมื่อ วิธีการป้องกันคือวิธีที่ดีที่สุด   1. กำจัดสิ่งสกปรก พวกมันมักจะชอบเศษอาหารและขยะต่างๆ ควรมีการกำจัดอย่างถูกต้อง มิดชิด และทำเป็นประจำ 2. รอยรั่ว รอยต่างๆ เหล่านี้คือประตูสู่บ้านคุณ พวกมันจะเข้ามาในบริเวณที่มีรอยรั่วต่างๆ โดยเฉพาะในห้องครัว 3. ลูกเหม็น จะคอยช่วยปล่อยกลิ่นรบกวนพวกมัน ให้นำไปวางตามจุดอับต่างๆ จะช่วยป้องกันไม่ให้พวกมันมาทำรังได้   เครดิตจาก 3M            
  ผนังหลุดร่อน เรื่องกล้วยๆ ที่ใครก็ซ่อมได้ !!   หลายบ้านคงมีปัญหากับผนังบ้านที่หลุดร่อน สีลอก หรือมีรูจากการเจาะ อยากให้บ้านสวยกลับมาเหมือนเพิ่งสร้างใหม่ เราขอเชิญทุกท่านมาสดับรับฟังบทความที่เราจะมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้ รับรองว่าเสียเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่จะทำให้บ้านเพื่อนๆ สวยได้ไปอีกหลายปีเลยทีเดียว   เตรียมความพร้อมด้วยอุปกรณ์พื้นฐาน คอนเซปของเราคือ ง่ายๆ กล้วยๆ ดังนั้นเริ่มต้นด้วยการหาอุปกรณ์ที่สามารถหาได้ง่ายๆ หรือสามารถหาซื้อได้ตามร้านอุปกรณ์สร้างบ้านหรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป ด้วยราคาเบาๆ ดังนี้ 1. สีทารองพื้นและสีทาผนัง 2. เกรียงปากแบน 3. ไขควงปากแบนและค้อน 4. กระดาาทรายเบอร์ 2 หรือ 3 5. แป้งโป๊ผนังสำเร็จรูป   4 ขั้นตอน ซ่อมผนังแตกร้าว เป็นรู 1. ใช้ค้อนและไขควงปากแบนกะเทาะบริเวณผนังที่มีรอยร้าวและรอบๆ รูที่ผิวผนังใกล้จะหลุดออก  2. ใช้แป้งโป๊ผนังสำเร็จรูปปิดทับตรงรูปและรอยร้าวให้ทั่ว และกดให้แน่น ทิ้งไว้สักพัก 3. นำกระดาษทรายขัดให้ผิวเรียบเสมอกับผนังเดิม 4. ทาสีทับลงไป   สีหลุดร่อนผนังบวม แก้ไขง่าย 1. ใช้เกรียงปากแบนแซะสีเก่าและผนังเก่าออก โดยทำกระจายออกเป็นบริเวณกว้าง 2. ใช้แป้งโป๊ผนังสำเร็จติดทับรอบๆ บริเวณ 3. ขัดผิวด้วยกระดาษทรายให้เรียบเนียบเสมอกัน 4. ทาน้ำยาฆ่าเชื้อราเพื่อไม่ให้ผนังร่อนอีกในอนาคต 5. ทาสีผนังใหม่ แนะนำให้ทาทั้งผนังไม่เฉพาะจุดที่เสียหาย เพื่อให้สีเท่ากันทั้งหมด   เครดิตจาก 3M  
ซักผ้าม่าน เรื่องไม่ยาก ที่คุณก็ทำเองได้ ผ้าม่านเป็นของใช้ชิ้นสำคัญที่ทุกบ้านควรมี แต่น้อบคนนักที่จะให้ความสำคัญ และดูแลผ้าม่านอยู่ตลอดเวลา ด้วยหน้าที่การทำงานของมัน ทั้งกันแดด กันลม และกันฝุ่นจากภายนอก ทำให้ผ้าม่านย่อมสกปรกมากกว่าชิ้นส่วนอื่น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการซักทำความสะอาด วันนี้ทางเว็บไซต์ ฟิล์มกรองแสง กันความร้อน อาคาร 3เอ็ม (3M Building Film)  จึงมีเคล็ดลับซึ่งต่อจากเทคนิดดีๆ เพื่อคุณและเพื่อโลกในหัวข้อ "แต่งบ้านด้วยสีทอง ทั้งสวย ทั้งรวยโชค" โดยปกติแล้ว เราควรทำความสะอาดผ้าม่านแบบง่ายๆ ด้วยการปัดฝุ่น หรือดูดฝุ่นผ้าม่าน แต่นานๆ ครั้งเราก็ควรนำมันออกมาซัก ไม่อย่างนั้นจากหน้าที่ ที่ต้องกันฝุ่นกันลม จะกลายมาเป็นตัวแพร่เชื้อ และฝุ่นนั่นเอง โดยมีวิธีซักง่ายๆ ดังนี้ 1. ถอดม่าน  อย่างแรกคือการนำผ้าม่านออกจากราง ซึ่งม่านนั้นมีอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดจะมีวิธีเอาออกจากรางไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นม่านที่ต้องใช้ตะขอ ให้ถอดออกมา จากนั้นให้ถอดตะขอออกจากผ้าม่านทั้งหมด ข้อสำคัญคือควรจำว่าผ้าม่านชิ้นไหนติดอยู่ส่วนไหน 2. ถอดอุปกรณ์  ขั้นตอนนี้สำหรับผ้าม่านที่มีตะขอ เหล็กถ่วงต่างๆ ที่ไม่ใช่ผ้า ควรถอดออกให้หมด ไม่อย่างนั้นจะทำให้เครื่องซักผ้ามีปัญหา และมีน้ำหนักมากเกินไป 3. แช่น้ำ  ก่อนนำไปซักในเครื่องซักผ้า ควรนำผ้าม่านมาแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 20 - 30 นาที จากนั้นขยี้เล็กน้อย แล้วบิดให้พอหมาดๆ เพื่อเป็นการกำจัดฝุ่นและเศษฝุ่นออกไปก่อน 4. เข้าเครื่องซัก   เมื่อนำเข้าเครื่องซักผ้าแล้ว ให้ตั้งโปรแกรมของเครื่องซักผ้าเป็นการซักผ้าหนา หรือซักแบบเนื้อผ้าละเอียด และตั้งให้มีการล้างน้ำ อย่างน้อย 2 ครั้ง แต่สำหรับผ้าบางชนิด เช่น ผ้าไหม หรือผ้าที่มีลวดลายเยอะๆ ควรทำการซักมือจะได้ผลที่ดีกว่า ทริปเล็กๆ คือนอกจากจะใส่ผงซักฟอกแล้ว ควรเติมน้ำส้มสายชูลงไปเล็กน้อย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการซักที่มากขึ้น 5. ซักแห้งรีบตาก   เมื่อซักเสร็จแล้วให้ทำการซักแห้ง จากนั้นให้รีบนำผ้าม่านออกมาตากหรือนำมาแขวนไว้ที่เดิม อย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะจะทำให้ผ้าม่านเป็นรอยยับ เสียรูปทรง หรือใครมีเครื่องรีดไอน้ำ ก็ควรใช้รีดตามแนวผ้าม่านด้วย เครดิตจาก 3M      
5 ปัญหากวนใจระหว่างเพื่อนบ้าน ที่ต้องหาทางออก ปัญหาเรื่องเพื่อนบ้านเป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายๆ คน เนื่องจากความเกรงใจที่ต้องอยู่ข้างบ้านกันไปอีกนาน ทำให้ปัญหาบางอย่างไม่อยากเคลีย หรือบางครั้งหาทางออกไม่เจอ เราจึงนำปัญหาต่างๆที่มักเกิดขึ้นระหว่างเพื่อนบ้านหลังจากที่คุยกันแล้วยังเคลียไม่ได้มาให้ดูและมาดูต่อว่ามีทางแก้ไขยังไง   ต้นไม้ สิทธิของใคร? เมื่อข้างบ้านปลูกต้นไม้ แล้วมันเริ่มเติบใหญ่จนรุกล้ำเข้ามาในบ้าน ปัญหาที่ตามมาคือเศษใบไม้ร่วงในบ้านเรา วิธีแก้ในกรณีที่คุยกันไม่ได้ผล สามารถฟ้องร้องทางกฎหมายได้ ห้ามตัดกิ่งที่ยื่นเข้ามาในบ้านเราเด็ดขาด เพราะตราบใดที่มันยังอยู่บนต้นถือเป็นกรรมสิทธิ์ของเพื่อนบ้าน   จอดรถขวางหน้าบ้าน ปัญหาใหญ่ที่หลายคนเจอ จนถึงขั้นมีปากมีเสียงกันเลยทีเดียว ถ้าไม่สามารถคุยกันได้เราแนะนำให้แจ้งความ เพราะการจอดรถขวางหน้าบ้าน ถือว่าเป็นกระทำความผิดฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญใจตามมาตรา 397 หมวดลหุโทษ   ปัญหาจากสัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยงอาจเข้ามาทำความเสียหายในบ้านเรา หรือเสียงดังจนก่อให้เกิดความรำคาญ มีสิทธิเรียกร้องเอาสินไหมทดแทนจากเจ้าของสัตว์ หรือคนรับเลี้ยงได้   เสียงดังรบกวน หากเพื่อนบ้านเป็นต้นตอของเสียงที่ดังจนเกินไป หรือแม้แต่การให้เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือนฝุ่น ละออง เขม่า เถ้า หรือกรณีอื่นใด ให้ไปแจ้งกับเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้   บังวิว เป็นเรื่องที่สามารถฟ้องร้องได้จริง หากเพื่อนบ้านสร้างสิ่งกีดขวางหรือปลูกต้นไม้มาบังวิวอันสวยงาม กฎหมายอาจจะระบุให้สิทธิแก่เจ้าของบ้านที่ถูกบังวิว แต่ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจด้วย   เครดิตจาก 3M          
ห้องเหม็น ห้องน้ำเหม็น ทำไงดี? กลิ่นเหม็น เป็นปัญหากวนใจหลายๆ คน โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในคอนโด เนื่องจากมีอากาศถ่ายเทน้อย ซึ่งกลิ่นเหม็นเหล่านี้มาจากไหน สาเหตุหลักๆ คงหนีไม่พ้นห้องน้ำ นอกจากจะเป็นตัวการแพร่กระจายกลิ่นตัวสำคัญแล้ว ยังเป็นจุดที่แก้ปัญหาที่ยากอีกด้วย กำจัดต้นตอ วิธีในการกำจัดกลิ่นที่ดีและยั่งยืนที่สุดคือการกำจัดจากต้นเหตุ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ลองทำตามวิธีของเราดู 1. พิสูจน์กลิ่น - แน่นอนว่าเราย่อมคุ้นเคยกับกลิ่นห้องเราเป็นอย่างดี หากมีสิ่งแปลกปลอมหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์บางอย่างรุกราน เราก็ย่อมรู้ดีอยู่แล้ว ข้อสำคัญคือไม่ควรใช้สเปรย์ดับกลิ่นทำลายหลักฐานขณะที่มีกลิ่นเหม็น เพราะจะทำให้เราไม่รู้ว่าต้นเหตุคืออะไรกันแน่ 2. ผู้ต้องสงสัย - เพ่งเล็งไปในจุดที่น่าจะเป็นต้นกำเนิดกลิ่น ส่วนใหญ่มักเกิดจาก ห้องน้ำ, ถังขยะ, ตู้เย็น, ตู้เสื้อผ้า, ตู้รองเท้า, มุมอับต่างๆ 3. กำจัดจุดอ่อน - หากไม่มั่นใจนักว่าสาเหตุเกิดจากจุดไหนกันแน่ ก็จัดการทุกอย่างไปเลย เริ่มจากนำขยะไปทิ้ง เคลียของในตู้เย็น หาวัสดุดูดซับกลิ่นมาวางตามตู้ต่างๆ (ผงฟู, ถ่าน) 4. เคลียพื้นที่ - เมื่อมั่นใจว่ากำจัดทุกจุดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือปล่อยให้อากาศเข้ามาถ่ายเท เปิดหน้าต่างกว้างๆ หรือใช้เครื่องกรองอากาศ ช่วยให้กลิ่นจางหายเร็วขึ้น   ห้องน้ำเหม็น จะแก้ยังไง วิธีห้องน้ำเหม็น จะแก้ยังไงการข้างต้นอาจทำได้กับพื้นที่อื่นๆ แต่ไม่ใช่กับห้องน้ำ เมื่อเราตรวจพบว่ากลิ่นเหม็นไม่ได้มาจากจุดอื่นนอกจากห้องสุขาที่ช่วยเราบรรเทาทุกอยู่ทุกวัน วิธีแก้ปัญหาอาจยากหน่อย แต่ไม่เกินกว่ากำลังแน่นอน 1. ท่อน้ำทิ้ง เป็นจุดที่มีปัญหากลิ่นเหม็นอยู่บ่อยครั้ง โดยปกติแล้วควรมีการติดตั้งตะแกรงดักกลิ่น เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นเหม็นย้อนขึ้นมา ให้ดูสภาพความสมบูรณ์และความสะอาด 2. อ่างล้างหน้า เป็นจุดที่ไม่ค่อยเกิดปัญหา สำหรับห้องหรือบ้านใหม่ แต่สำหรับบ้านที่มีการใช้งานอยู่เป็นประจำทุกๆ วันก็เกิดปัญหาได้เช่นกัน ให้ตรวจสอบอุปกรณ์ดักกลิ่นใต้อ่าง หมั่นทำความสะอาดอยู่บ่อยครั้ง 3. โถส้วม ให้เช็ครอยรั่วหรือยาแนว ว่ามีการสึกหรอหรือไม่ เพราะกลิ่นสามารถย้อนขึ้นมาได้ ควรหมั่นทำความสะอาดและใช้น้ำยาล้างเป็นประจำ หรืออีกวิธีหนึ่งคือใช้จุลินทรีย์ช่วยกำจัดกลิ่น 4. ระบายอากาศ ข้อนี้สำคัญอย่างมาก ให้ดูว่าห้องน้ำมีช่องระบายอากาศที่เพียงพอหรือไม่ โดยธรรมชาติของอากาศคือ อากาศใหม่ไหลเวียนเข้ามาอากาศเก่าจะลอยออกไป หากระบายอากาศไม่ดีแน่นอนว่ากลิ่นในห้องน้ำจะไหลเข้ามาในห้องอื่นๆ ของตัวบ้านแน่นอน   จุลินทรีย์ช่วยได้ จุลินทรีย์ที่ใช้ในการดับกลิ่นได้แก่ จุลินทรีย์ EM (Effective  Microorganisms) เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ทำหน้าที่ช่วยสร้างจุลินทรีย์กลุ่มดีหรือกลุ่มสร้างสรรค์ เพื่อปรับสภาวะสร้างสรรค์ สะอาด บริสุทธิ์ ปราศจากมลพิษ ซึ่งสามารถนำมาปรับสภาพและกำจัดกลิ่นในห้องน้ำได้ บทความหน้าเราจะมาเจาะลึกและพูดถึงวิธีการใช้จุลินทรีย์กัน เครดิตจาก 3M      
  1.   หมั่นเช็คการรั่วซึมของหลังคา ฝ้า ผนัง การรั่วซึมของหลังคาหรือผนัง ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ และส่วนใหญ่มักจะทราบเมื่อเกิดปัญหามาได้สักระยะหนึ่งแล้ว วิธีตรวจสอบง่าย ๆ คือ หมั่นสังเกตรอยรั่ว ซึมแตกร้าวของหลังคา ฝ้าเพดานและฝาผนัง หรือรอยต่อของวัสดุต่างๆ เช่น ขอบหน้าต่างว่ามีคราบรอยน้ำหรือไม่ ถ้าพบว่ามีการแตกร้าวหรือรั่วซึมจริงให้รีบติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญมาซ่อมให้เร็วที่สุด อย่าปล่อยทิ้งไว้ 2.   ดูแลรางน้ำฝน อย่าปล่อยให้รางน้ำฝนมีเศษใบไม้ หรือขยะอุดตัน เพราะเวลาฝนตกหนักๆ อาจจะทำให้น้ำไหลย้อนเข้าไปรั่วภายในบ้านได้ 3.   ล้างท่อระบายน้ำ หมั่นตักขยะ เศษใบไม้ เศษดิน ขี้โคลน ออกจากบ่อดักขยะในบ้านของคุณ รวมทั้งล้างบริเวณระเบียง หรือเฉลียง เพื่อป้องกันไม่ให้ท่อระบายน้ำอุดตัน 4.   ขยันขัดพื้น หลังฝนตก ควรขัดล้างพื้นรอบ ๆ บ้านอย่าให้มีตะไคร่จับ หรือเป็นคราบดิน อันเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ ลื่นหกล้มได้ง่าย 5.   คว่ำภาชนะที่ไม่ใช้ ภาชนะจำพวกถังน้ำที่วางอยู่นอกตัวบ้าน ควรจับวางคว่ำไว้ เพื่อไม่ให้มีน้ำขัง และกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออก 6.   ตัดกิ่งไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ตัวบ้านให้สั้นเข้าไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้กิ่งไม้หักโดนตัวบ้าน เวลามีลมพายุแรง ๆ และป้องกันไม่ให้สัตว์เลื้อยคลานใช้เป็นทางเดินเข้าสู่ภายในบ้าน ข้อนี้อาจต้องพึ่งคนสวน  เพื่อนหนุ่มหรือคุณสามี 7.   ทำไม้ค้ำยันให้ต้นไม้ บ้านที่เพิ่งปลูกต้นไม้ใหญ่ ควรทำไม้ค้ำยันต้นไม้ไว้ เพื่อให้ลำต้นตั้งตรง ไม่เอนเอียง หรือโค่นล้ม เมื่อมีลมพัดมาแรง ๆ และช่วยทำให้รากต้นไม้สามารถแผ่ขยายได้อย่างรวดเร็วด้วย 8.   ย้ายเฟอร์นิเจอร์สนามหลบฝน เมื่อฝนตกบ่อย ๆ ขึ้น ชุดเฟอร์นิเจอร์สนามที่คุณเคยใช้นั่งเล่นกินลม คงไม่เหมาะที่จะใช้งานต่อไป ทางที่ดีควรหาที่จัดเก็บเพื่อหลบฝนหรือใช้ผ้าใบคลุมไว 9.   บ้านที่โล่งโปร่งสบายในหน้าร้อน เมื่อถึงฤดูฝนควรทำชายคา หรือกันสาดยื่นออกมาเพื่อกันไม่ให้ฝนสาดเข้าไปกระทบกับช่องเปิดพวกบรรดาประตู หน้าต่าง หรือผนังบ้านในส่วนต่าง ๆ เพื่อป้องกันการผุพัง คราบเชื้อรา หรือคราบตะไคร่น้ำจับเกาะบริเวณผนัง 10. ปลูกต้นไม้ใหม่หรือย้ายต้นไม้ในกระถางลงดิน ต้นฤดูฝนเป็นเวลาที่เหมาะกับการปลูกต้นไม้ใหม่ ๆ ให้กับสวนของคุณ โดยเฉพาะการลงต้นไม้ขนาดใหญ่ ควรทำในช่วงนี้ เพราะอากาศมีความชื้นสูง และมีน้ำฝนมาช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ดิน ใบไม้จึงระเหยน้ำไม่มาก ต้นไม้จะมีโอกาสรอดสูง
  1. ไม้มงคลจีน   "ต้นส้มและลูกส้ม" ส้มนั้นพ้องเสียงกับคำที่ให้ความหมายว่า ผาสุก,ดีงาม,เป็นมงคล ในงานตรุษจีน หรือเทศกาลสำคัญๆ ของจีน จึงนิยมให้ส้มแก่กัน ซึ่งเป็นการอวยพรให้มีความสุขดีงาม"ดอกกุ้ยฮวา" หรือ หอมหมื่นลี้ ลักษณะเป็นไม้ยืนต้นมีขนาดใหญ่ คำว่ากุ้ยพ้องเสียงกับคำที่มีความหมายว่า ดี,วิเศษ,สูงศักดิ์,สูงส่งซึ่งนิยมมอบให้แก่กันเพื่อแทนความหมายให้ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน           2.ต้นไม้มงคลที่เกิดจากการตีความของปราชญ์ชาวจีน โดยนำคุณลักษณะของต้นไม้ประเภทนั้นๆ มาตีความ ได้แก่"ต้นสน" สนเป็นต้นไม้เมืองหนาว มีความทนทาน ทนแล้ง และมีลำต้นที่สูงสง่า ซึ่งมีความหมายถึง ความสง่างาม ความกล้าหาญทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งทางจิตใจ และได้ชัยชนะในการต่อสู้ รวมถึงความมีอายุมั่นขวัญยืนด้วย"ต้นไผ่" มีลักษณะเด่นอยู่ที่มีความเขียวชอุ่มอยู่ตลอด จึงมีความหมายถึงความสดชื่น ความรื่นรมย์ และด้วยลักษณะที่พลิ้วไหว มีลักษณะอ่อน คือข้างในกลวง แต่เมื่อมีพายุมา ไผ่ก็สามารถอยู่ได้ ไม่ถูกพายุทำลายไป ซึ่งเหมือนคนดีที่มีความถ่อมตัว อยู่ด้วยความดีงาม"ดอกบ๊วย" ลักษณะเด่นจะบานตอนมีหิมะตก ยิ่งหิมะตกหนัก ดอกบ๊วยยิ่งบานสวยงามมาก จึงมีความหมายถึงความเข้มแข็งในอุดมคติ      3.ความหมายของต้นไม้มงคลที่เกิดจาก นักกวี หรือนักปราชญ์จีนได้เขียนกวี หรือบทประพันธ์เปรียบเทียบไว้ ซึ่งเมื่อบทกวีได้รับความนิยม ต้นไม้เหล่านั้นก็กลายเป็นต้นไม้ที่ได้รับความนิยมใน ความหมายตามบทกวีนั้นๆ ด้วย ได้แก่"ดอกเบญจมาศ" (ดอกฉุยฮัว) นักกวีชาวจีนชื่อ เผาหยวนหมิง บทกวีเอกของจีน ได้เขียนกวีบทหนึ่ง โดยเปรียบเทียบดอกเบญจมาศว่าเป็นนักปราชญ์ ผู้มีจริยวรรตงดงาม ซึ่งบทกวีนี้ได้รับความยกย่องว่าเป็นบทกวีที่ไพเราะง ดงามมาก"ต้นหลานฮวา" หรือคนไทยรู้จักกันในนามว่ากล้วยไม้ดิน กวีเอก เผาหยวนหมิง เขียนกวีไว้อีกบทว่า ต้นหลานฮัวเหมือนกับวิญญูชน ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีความดีที่บริสุทธิ์ ไม่โกงกิน ไม่ทำร้ายใคร จึงนิยมมอบให้กับคนที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต      4.มาจากความเชื่อต่อๆ กันมา โดยมากเป็นไม้มงคลประเภทขับไล่ ภูติผีปีศาจ ขับไล่ความอัปมงคลทั้งหลาย ได้แก่"ท้อ" สมัยโบราณในเทศกาลปีใหม่ คนจีนจะนิยมเขียนคำอวยพรให้แก่กัน ซึ่งนิยมเขียนคำขวัญ คำมงคลต่างๆ บนแผ่นไม้ติดหน้าบ้าน ซึ่งใช้ป้ายที่ทำจากต้นท้อ เพราะเชื่อกันว่าเมื่อนำมาติดบ้านเรือน ภูติผีปีศาจจะไม่รบกวน ไม่มีเสนียดจัญไรแผ้วพาน เช่นเดียวกับ "ทับทิม" และ "เซียงเช่า" ที่เชื่อว่าสามารถไล่ผีปีศาจได้ จึงนิยมนำมาผสมน้ำล้างหน้า ล้างตัว กัน หลังจากกลับจากงานศพด้วยสำหรับ "ทับทิม" เนื่องจากมีรูปลักษณะที่มีเมล็ดข้างในแน่น จึงถือว่าจะทำให้มีลูกหลานเต็มบ้าน เป็นการอวยพรในงานมงคลได้อีกด้วย      5.ไม้มงคลตามความเชื่อทางการแพทย์สมุนไพรจีน ที่เด่นชัดได้แก่ "เห็ดหลินจือ" ที่มักวาดอยู่ในภาพมงคลต่างๆ มีความหมายถึงการมีอายุมั่นขวัญยืน,อายุวัฒนะ ทั้งนี้นอกจากความเชื่อที่นิยมกันทั่วประเทศจีนแล้ว ยังมีความนิยมแพร่หลายไปตามกลุ่มย่อยๆ อีก เช่น ชนชาติจ๊วงกว่างสี ที่มีต้นไม้ประจำชนชาติ 2 ต้น คือ "ไทร" และ "งิ้ว" ซึ่งไม่ว่าชนชาตินี้จะไปตั้งหมู่บ้านที่ไหน จะมีการปลูกต้นไทรกับต้นงิ้วนี้หน้าหมู่บ้านทุกครั้ง ด้วยความเชื่อที่ว่า จะทำให้มีความมั่นคง เจริญรุ่งเรืองขณะที่ ดำรงศักดิ์ มนัสวานิช ผู้จัดการบริษัท ไชน่า ซิตี้ ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ จำกัด กล่าวว่า มีต้นไม้จีนอีก 3 ประเภทที่คนจีนถือว่าเป็นมงคลมาก ได้แก่"กวนอิมเงิน-กวนอิมทอง" เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่มีชื่อใกล้เคียงกับเจ้าแม่กวน อิม จึงได้รับความนิยมในการปลูก ถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่สมัยโบราณจะใช้ในการประ กอบพิธีบูชาเทพเจ้า มีความเชื่อว่าครอบครัวใดปลูกต้นไม้ชนิดนี้ในบ้าน จะทำให้มีโชคลาภเพิ่มพูน ทรัพย์สินเงินทองมากมาย ค้าขายได้กำไร โดยกวนอิมควรปลูกวันอังคาร เสริมศิริมงคลให้เจ้าของและครอบครัว"ไผ่" เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนนาน คนนิยมปลูกทุกยุคสมัย เพราะมีประโยชน์ทุกส่วน ตามความเชื่อโบราณ ไผ่ถือเป็นต้นไม้ที่ลู่ลมได้ดี จึงโอนอ่อนผ่อนตามกระแสต่อต้าน ทำให้สามารถเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์ รวมทั้งยังใช้ในพิธีมงคล อีกทั้งคนจีนถือว่าไผ่คือไม้กวาดจากสวรรค์ ใช้ใบมาทำความสะอาดบ้านเรือนวันตรุษจีน โดยเชื่อว่าจะปัดกวาดความชั่วร้ายออกไปด้วย"โป๊ยเซียน" เป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม เป็นต้นไม้เสี่ยงทายที่เชื่อกันว่าหากปลูกได้ครบ 8 ดอกจะมีโชคลาภ เชื่อว่าคนปลูกอาจถูกหวย ร่ำรวยเงินทอง แถมอาจได้รับการเลื่อนยศ ตำแหน่งให้สูงขึ้น ผู้ปลูกควรเป็นหัวหน้าครอบครัว เพราะจะทำให้ครอบครัวมีความสงบสุข ช่วยนำโชคลาภให้สมาชิก เพื่อเสริมสิริมงคลควรปลูกทิศตะวันออกเฉียงใต้ และควรปลูกวันพุธทั้งนี้บางตำราระบุว่าในสมัยโบราณ ผู้ที่จะปลูกโป๊ยเซียนต้องเป็นฮ่องเต้ พระบรมวงศานุวงศ์ หรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ปลูกเพื่อไว้ใช้เสี่ยงทายบุญวาสนาของผู้ปลูก โดยปกติต้นโป๊ยเซียนจะมีดอกแค่ 1 ถึง 4 ดอก แต่เชื่อกันว่าผู้มีบารมีจะสามารถปลูกได้ช่อหนึ่งได้ ตั้งแต่ 8 ดอก 16 ดอก และ 32 ดอก    
  1. ดูแลไฟหน้าบ้านเสมอ ถ้าหลอดไฟที่รั้วหน้าบ้านชำรุดต้องรีบเปลี่ยนให้ดี ยามค่ำคืนต้องเปิดไฟให้บริเวณหน้าบ้านสว่างไสว เพื่อให้ไฟทางแก่ผู้สัญจรผ่านไปมา เพื่อความปลอดภัยของบ้านเราเอง และช่วยเสริมส่งมงคลของบ้าน เพราะถ้าปล่อยให้หน้าบ้านมืดสลัวเสมอ ๆ โชคลาภจะหดหาย คนในบ้านจะมีแต่เรื่องหม่นหมองหดหู่ในใจ 2. จัดห้องรับแขกให้โปร่งโล่งสะอาด จึงจะเรียกโชคลาภและความร่ำรวยเข้าบ้าน ห้องรับแขกที่ไม่สะอาด และเดินไม่สะดวกเพราะเต็มไปด้วยข้าวของระเกะระกะ จะนำโชคร้ายมาให้ คนในบ้านจะขัดแย้งกันบ่อย ๆ 3. ดึงดูดพลังงานที่ดีเข้าบ้าน เรียกโชคลาภเข้าบ้าน ด้วยการหาสิ่งของมาตกแต่งบ้านแต่เพียงพอเหมาะ เช่น ติดรูปภาพวิวทิวทัศน์ที่ดูเจริญหูเจริญตาที่ผนัง ปลูกต้นโป๊ยเซียนไว้ที่ระเบียง อย่านำข้าวของที่ไม! ่เป็นมงคลเข้าบ้าน เช่นซาก:)สตัฟฟ์ รูปภาพที่ดูสยดสยอง เพราะสิ่งเหล่านี้จะนำโชคร้ายเข้าบ้าน 4. ขยายห้องรับแขกให้กว้างขึ้นด้วยการติดกระจกเงาบานใหญ่ที่ผนัง เพราะถ้าห้องรับแขกคับแคบจนรู้สึกอึดอัด ก็จะมีผลไปถึงการไหลเวียนของพลังที่ดีในจักรวาล การติดกระจกเงาต้องระวัง อย่าติดในมุมที่จะสะท้อนภาพที่ไม่ดี เช่น ห้องน้ำ หรือมุมเก็บของที่รกรุงรัง ควรติดในตำแหน่งที่กระจกจะสามารถสะท้อนภาพของสิ่งที่ดีๆ เสมอ 5. จัดห้องรับแขกโดยเน้นที่จุดเงินทองโชคลาภของบ้าน เพื่อเสริมส่งพลังงานอันจะทำให้คนในบ้านร่ำรวยมั่งคั่ง และมีแต่ความสุข โดยการนำแจกันปักดอกไม้มาตั้งบนโต๊ะเล็ก ๆ ที่ตำแหน่งโชค หรือตั้งกระถางต้นไม้มงคลเช่นไผ่ หรือต้นวาสนา วางโต๊ะเล็ก ๆ ตั้ง ฮกลกซิ่ว หรือตั้งสัญลักษณ์มงคลอื่น ๆ บนโต๊ะนั้นหรือจะตั้งตู้เลี้ยงปลาเงินปลาทองก็ได้ 6. ตำแหน่งโชคของบ้าน คือจุดที่ทแยงมุมกับประตู ลองเขียนผังบ้านลงในกระดาษ ลากเส้นทแยงมุมจากประตูไปที่มุมห้อง มุมนั้นคือจุดโชคลาภ ต้องหมั่นรักษาความสะอาดที่บริเวณนั้น บ้านใดที่มีบริเวณจุดโชคของบ้านสกปรก มักจะมีเรื่องปัญหาเงินทองและอับโชค
  1. สรรพเสียงของบ้าน บ่งบอกถึงความสุข ความเจริญของคนในบ้าน ถ้าบ้านใดมีเสียงพูดคุย มีเสียงหัวเราะ และมีเสียงเพลงเปิดกล่อมบ้าง ย่อมเป็นบ้านที่สมบูรณ์พูนสุข บ้านที่เงียบกริบไร้เสียงใด ๆ หรือมีแต่เสียงด่าทอ เสียงร้องไห้ จะเป็นบ้านที่มีแต่ทุกข์ร้อน 2. ปลูกต้นไผ่หน้าบ้านเพื่อเรียกโชคลาภ ปัดเป่าโชคร้าย ต้นไผ่เป็นต้นไม้มงคลเสริมส่งโชคลาภ เคล็ดการปลูกต้องจัดแต่งให้ต้นไผ่เรียงเป็นแถวเป็นแนวชิดกัน เหมือนม่าน หรือปลูกเป็นกอใหญ่สวยงามเขียวครึ้มสักหน่อย อย่า! ปลูกแค่กอเล็ก ๆ ดูหรอมแหรม 3. หน้าบ้านควรมีต้นไม้เขียวชอุ่มชื่นตา บ้านที่มีต้นไม้เป็นบ้านที่ไม่ขาดโชคลาภ เพราะต้นไม้คือสัญลักษณ์แห่งชีวิตที่เติบโตงอกงาม และต้องดูแลจัดแต่งให้สวยงาม หมั่นดูแล ตัดกิ่งและให้ปุ๋ย จะดึงดูดโชคดีเข้าบ้าน 4. บริเวณหน้าบ้านหากสกปรกเลอะเทอะ ไปด้วยกองขยะหรือสิ่งของต่าง ๆ จะทำให้อับโชค มีแต่ความเสื่อมถอยแทนความรุ่งเรือง ดังนั้นต้องหมั่นทำความสะอาด ไม่ว่าจะหน้าบ้านเล็กหรือแคบ ก็ต้องดูแลรักษาให้สะอาดเสมอ 5. ชั้นวางรองเท้าควรเก็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าชั้นวางอยู่ใกล้ประตูหน้าบ้านมากยิ่งต้องระวังให้ดี ชั้นวางรองเท้าที่สกปรกและมีกิล่นเหม็นจะทำลายโชคลาภจนหมดสิ้น ต้องหมั่นดูแล ความสะอาด จัดวางให้เป็นระเบียบ ทางที่ดีอย่าวางชั้นวางรองเท้าไว้ใกล้ประตูนัก 6. จัดให้มีแหล่งน้ำใกล้ประตูบ้าน ถือเป็นเรื่องดี เสริมส่งมาทางโชคลาภเงินทอง ให้ตั้งอ่างน้ำเลี้ยงบัว เลี้ยงปลา หรือทำสระน้ำเลี้ยงปลาหรือตั้งตู้ปลาไว้ใกล้ประตูบ้าน อย่าตั้งชิดทางเข้าบ้านนัก แค่จัดให้อยู่ในบริเวณ หน้าบ้านก็พอแล้ว เช่นตั้งอ่างบัวไว้หน้าบ้านด้านนอก หรือตั้งตู้ปลาไว้ที่ห้องรับแขก เป็นต้น 
  1. เลือกรูปภาพของสมาชิกในบ้านที่ถ่ายรูปร่วมกันมาใส่กรอบ แล้วตั้งโชว์ในห้องรับแขก เพื่อเสริมส่งความรักใคร่กลมเกลียว และรักษาความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว 2. ตู้เสื้อผ้าที่รกรุงรังไร้ระเบียบถือเป็นลักษณะไม่ดี ส่งผลให้เจ้าของมีอารมณ์แปรปรวนง่าย มักมีเรื่องวุ่นวายให้แก้ไขหรือจัดการ จนขาดเวลาผ่อนคลายและไม่ได้มีเวลาว่างอย่างเป็นส่วนตัวนัก 3. การติดตั้งนาฬิกาควรติดตั้งไว้บนผนังด้านซ้ายมือของบ้าน คือถ้ายืนอยู่ในตัวบ้านแล้วให้หันหน้าออกนอกบ้าน ผนังทางซ้ายมือคือตำแหน่งที่ดีสำหรับการติดตั้งหรือแขวนนาฬิกา ไม่ควรติดบนผนังขวามือเพราะจะขัดต่อโชคลาภ 4. เมื่อยืนอยู่นอกบ้านแล้วมองเข้าไปในบ้าน หากสามารถมองเห็นนาฬิกาได้ถนัดชัดเจน เพราะนาฬิกาถูกแขวนไว้บนผนังในตำแหน่งที่ตรงกับประตูพอดี ลักษณะนี้ถือว่าไม่ดี 5. ในบ้านอย่ามีนาฬิกามากเกินไป การแต่งบ้านด้วยการประดับนาฬิกามากเกินไปจนทั่วบ้านนั้นไม่เป็นมงคล นาฬิกาที่มีหลายเรือนเกินไป หรือมีแทบทุกมุมในบ้านจะเป็นเสมือนพลังที่เร่งเวลาชีวิต ส่งผลให้มีแต่ความวุ่นวาย เหนื่อยมาก ความเร่งร้อน การเฝ้ารอและการแข่งขัน 6. ลวดลายที่ให้ความรู้สึกสับสน ไม่ควรเลือกมาใช้เพราะจะนำมาซึ่งความสับสนวุ่นวายเรื่อยไป ลวดลายคล้ายกรวดหินก็ควรหลีกเลี่ยงเพราะจะนำมาซึ่งอุปสรรค ความกดดันและความไม่ราบรื่นทั้งปวง 7. การเลี้ยงปลาตู้สวยงามจะนำโชคดีมาให้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจำนวนปลานั้นเป็นมงคลและถูกโฉลกกัน ควรเลี้ยงปลาเป็นจำนวน 1 ตัว 6 ตัว 8 ตัว หรือ 9 ตัว ไม่ควรเลี้ยงปลาจำนวน 2 ตัว 5 ตัว หรือ 7 ตัว
  1. จัดผักผลไม้สีส้มหรือเหลืองไว้ในครัว หรือหาดอกไม้เหลืองปักแจกันตั้งไว้ในครัว เพื่อกระตุ้นพลังแห่งทรัพย์สินและความอุดมสมบูรณ์ ใช้สีเหลืองและเขียวในครัวอย่างพอเหมาะจึงจะโชคดี อย่าใช้มากเกินไป 2. ต้นไม้ที่ออกดอกสีขาวช่วยเสริมมงคลให้บ้านได้ แต่อย่ามากไปจนเต็มบ้านเพราะจะนำมาซึ่งความสูญเสียและความโศกเศร้า 3. หมั่นตรวจดูแหล่งน้ำในบ้านเสมอ น้ำใสจะเรียกเงินทองโชคลาภเข้าบ้าน น้ำที่ขุ่นและเหม็นจะทำลายพลังชีวิต ทำให้เจ็บป่วยง่ายและตัดโชคลาภ 4. " น้ำร้องเพลง" คือแหล่งน้ำที่ไหลเบา ๆ ส่งเสียงเพราะกล่อมบ้าน แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล น้ำเช่นนี้จะดึงดูดความมั่งคั่งร่ำรวยเข้าบ้าน การจัดแต่งบ้านให้มีแหล่งน้ำร้องเพลง สามารถทำได้โดยตั้งอ่างน้ำพุเล็ก ๆ หรือโอ่งน้ำล้นที่มุมหนึ่งมุมใดของบ้าน 5. "น้ำคำราม" คือแหล่งน้ำที่สร้างเสียงดังเกินไป นอกจากจะไม่น่าฟังแล้วยังหนวกหูด้วย หากอยู่ในบ้านหรือใกล้บ้านจะทำลายโชคลาภ ทำให้เสียเงินเสียทองและนำทุกข์ภัยมาสู่ 6. ปลาทอง 9 ตัวจะนำมาซึ่งความมั่งคั่งร่ำรวย ควรเลี้ยงปลาทอง 9 ตัวในตู้ปลา ถ้าปลาตายต้องรีบหาปลา! มาเพิ่ม อย่าให้มีจำนวนปลาลดลง อาจเลี้ยงปลาทอง 8 ตัว แล้วเลี้ยง ปลาทองตัวสีดำ อีก 1 ตัว ก็ดี ปลาทองสีดำ จะขับไล่สิ่งอับโชคและความชั่วร้าย 7. สีเขียวแก่และสีเทาดำ เป็นสีหลักที่ควรเลือกใช้ในห้องทำงาน หรือมุมทำงานของผู้เป็นเจ้าของบ้าน เพื่อเสริมส่งด้านลาภยศและอำนาจบารมี
  1. ควรตั้งกระถางต้นไม้ที่มุมต่าง ๆ ของบ้าน แต่งห้องรับแขกด้วยอ่างน้ำพุหรือตู้ปลา 2. อย่าให้บ้านแล้งหรือขาดน้ำและต้นไม้ ซึ่งเป็นพลังแห่งชีวิต บ้านที่ไม่มีความเขียวสดของต้นไม้มักเป็นบ้านที่ขาดโชคลาภ 3. เปิดไฟในบ้านให้สว่างไสวเสมอ บ้านที่มืดมิดอยู่เสมอเป็นบ้านโชคร้าย 4. ติดกระดิ่งลมที่หน้าต่าง กระดิ่งลมถือเป็นของประดับที่เสริมโชคลาภ 5. แขวนลูกแก้วคริสตัลไว้ที่ขอบประตูหรือตั้งไว้บนโต๊ะ เพื่อกระจายพลังที่ดีให้ไหลเวียนทั่วบ้าน ปัดเป่าพลังที่ชั่วร้าย ดึงดูดโชคดีและนำความราบรื่นเรียบร้อยมาให้  
  1. โรงรถมีกลิ่นอับมาก จะขจัดกลิ่นออกได้โดยโรยหญ้าที่เพิ่งตัด มาใหม่ๆ ลงบนพื้นโรงรถ แล้วปล่อยทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง ต้นหญ้าจะดูดเอากลิ่นอับในโรงรถออกไปจนหมด 2. ถ้าต้องการอบผ้า 2-3 ชิ้นให้แห้งเร็วขึ้น ทำได้โดยหาผ้าขนหนูสะอาดๆ ใส่ลงไปในเครื่องด้วย เพราะผ้าขนหนูจะไปช่วยดูดซับความชื้นทำให้ผ้า แห้งเร็วขึ้นอีก 3. วิธีทำให้กรอบกระจกเงา หรือกรอบกระจกรูปภาพมองดูใหม่เสมอ ทำได้โดยการใช้ผ้าชุบน้ำมันสน แล้วทาบริเวณกรอบไม้รอจนแห้งสนิท กรอบจะมองดูใหม่ทันที 4. วิธีล้างคราบสกปรกที่แก้วเจียระไน ทำง่ายๆคือหาเปลือกฝรั่ง ใส่ลงไปในแก้วเจียระไน แช่ทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมง แล้วล้าง ด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้แก้วจะดูใสสะอาด 5. วิธีทำความสะอาดเครื่องเคลือบที่ทำด้วยทองเหลือง มีวิธีการทำง่ายๆ คือนำเอาหัวหอมมาต้มในน้ำเดือด แล้วนำมาขัดลงบนเครื่องเคลือบ เพียงเท่านี้เครื่องเคลือบจะมองดูใหม่สะอาดหมดจดทีเดียว 6. วิธีการขจัดคราบไขมันที่ติดรอบท่ออ่างล้างจาน ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานๆจะเป็นเหตุให้ท่ออุดตันได้ มีวิธีทำคือ นำเกลือแกงใส่ลงไปในท่อ 2-3 ช้อน จากนั้นนำเบกกิ้งโซดาหรือผงฟูต้มน้ำให้เดือด แล้วเทลงไปไขมันที่อุดตันก็จะหลุดออกไปหมด 7 . วิธีขจัดพวกมดแมลงมาขึ้นถังขยะ ทำได้ง่ายๆโดยหยดแอมโมเนีย ลงข้างๆ ถังขยะ สักเล็กน้อย กลิ่นแอมโมเนียจะทำให้มดแมลง ไม่กล้าเข้ามาใกล้ถังขยะอีก 8. การรักษาเครื่องมือทำสวนที่เป็นโลหะไม่ให้ผุกร่อนได้ง่าย มีวิธีการรักษาโดยใช้วาสลินทาผิวของโลหะทุกครั้งเมื่อใช้เสร็จแล้ว และนำมาทำความสะอาดอีกครั้ง 9. การใช้เตาแก๊สแบบประหยัด ทำได้โดยปรับเปลวไฟให้เป็นสีน้ำเงินเสมอ และไม่ควรเปิดไฟแก๊สให้สูงกว่าก้นหม้อด้วย จะทำให้หม้อร้อนช้า ควรปรับระดับให้พอดีกับก้นหม้อ 10. วิธีดับกลิ่นเหม็นในถังขยะ ไม่ว่าจะเป็นหน้าบ้านหรือในบ้านให้หมดกลิ่น ทำได้โดยใส่เปลือกมะนาว หรือเปลือกส้มเขียวหวาน ส้มโอก็ได้ ใส่ลงไปในถังขยะ กลิ่นส้มจะไปลดกลิ่นลงทำให้มีกลิ่นน้อยลง 11. การขัดรอยแมลงวันบนกระจก มีเคล็บลัดคือ ใช้ผงกาแฟคั่วหนึ่งช้อน ผสมกับน้ำมันก๊าดหนึ่งลิตร และใช้เศษผ้าชุบเช็ดกระจกรอยแมลงวัน ก็จะหมดไป 12. หากต้องการทาสีห้องใหม่ แต่กลัวว่าห้องจะมีแต่กลิ่นเหม็นของสีอยู่หลายวัน มีวิธีขจัดกลิ่นเหม็นของสีคือ ก่อนจะทาสี ให้ผสมน้ำวานิลลา 1 ช้อนชาต่อสี 1 แกลลอนคนให้เข้ากัน แล้วจึงนำไปทาห้องสีที่ทาใหม่จะไม่มีกลิ่นเหม็นเป็นเด็ดขาด 13. วิธีการป้องกันไม่ให้ถุงในเครื่องดูดฝุ่นโดนแมลงกัดเป็นรู คือ นำการบูร หรือลูก เหม็นใส่เข้าไปในถุงดูดฝุ่นสัก 1 ก้อน นอกจากป้องกันแมลง แล้วยังป้องกันกลิ่นอับอีกด้วย 14. แก้ปัญหายุงไปไข่ทิ้งไว้ในแท็งก์น้ำ ทำให้มีลูกน้ำว่ายวนอยู่ในแท็งก์ มีวิธีทำคือ นำอิฐแดงๆ ที่ใช้ในการ ก่อสร้างมาเผาไฟให้ร้อนๆแล้วเอาใส่ลงไปในแท็งก์น้ำทันที เพียงเท่านี้ยุงจะไม่กล้าเข้าไปไข่ทิ้งไว้อีกเลย 15. วิธีกำจัดต้นหญ้าที่ขึ้นไม่ถูกที่ ทำได้โดยใช้เกลือโรยตรงส่วนที่ต้นหญ้าขึ้น เหตุเพราะเกลือจะไปทำให้ดินตรงที่ต้นหญ้าขึ้นอยู่เค็มจึงทำให้ต้นหญ้าตายในที่สุด 16. น้ำประปาที่มีกลิ่นคลอรีนแรงมาก มีวิธีกำจัดกลิ่นให้หมดไปโดยฝานมะนาวบางๆลงไปในน้ำ มะนาวจะช่วยดูดกลิ่น คลอรีนให้หมดไป และทำให้น้ำดื่มได้อีกด้วย 17. ขอบยางประตูตู้เย็นมีราขึ้น จะมีวิธีลบราออกได้โดยใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชู แล้วนำไปถูตรงขอบยางประตูตู้เย็นที่เป็นรา ราก็ออกไปได้โดยง่ายดาย 18.ขจัดปัญหาหมาแมวฉี่และอุจจาระไม่เลือกที่ทำได้โดยการโรยพริกไทยป่นลงไป บนที่มันเคยฉี่หรืออุจจาระไว้ เพียงเท่านี้หมา แมวก็จะดมกลิ่นหาที่ที่มันเคยฉี่และ อุจจาระไม่เจอเหตุเพราะพริกไทยป่นจะไปดับกลิ่นหมด ทางที่ดีควรสอนให้มันฉี่และอุจจาระ ในห้องน้ำ หรือบนกระดาษที่เราควรจะวางไว้จนเคยชิน 19. การรักษาไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อมาใหม่ให้ใช้ไปได้นานๆ ทำได้โดยการจุ่มไม้กวาด ดอกหญ้าในน้ำเกลือร้อนๆ ขนของไม้กวาดจะเกาะตัวกันเวลาใช้จะทนทานไม่ขาดง่าย 20. ตะปูที่ตอกไว้ข้างฝาคอนกรีตสำหรับแขวนรูปหลวม มีวิธีแก้ไขง่ายๆ คือ ใช้สำลีพันตะปูชุบกาวและตอก เข้าไปใหม่ กาวที่สำลีจะยึดติดกันแน่น 21.วิธีการขจัดกลิ่นเหม็นสาปที่ติดอยู่ในกระติกน้ำแข็ง ทำได้โดย นำเบกกิ้งโซดามาผสม กับน้ำร้อน และนำมาล้างถูกระติกน้ำให้ทั่ว แล้วล้างน้ำอีกครั้งกลิ่นสาปก็จะหายไป 22. วิธีการเก็บสายยางที่ยาวไว้โดยไม่เปลืองเนื้อที่ ทำได้โดยม้วนสอดเข้าไป ในยางรถ ยนต์อันที่ไม่ใช้แล้ว เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย 23. ขจัดปัญหากลิ่นส้วมเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบ้าน คือใช้นำมันก๊าดประมาณ 1 ขวดใหญ่ มาเทราดลงไปในคอห่านแล้วเทน้ำตามลงไปเพื่อขจัดกลิ่นน้ำมันก๊าดให้หมด 24. วิธีป้องกันหมาแมวตัวโปรดมากัดแทะเฟอร์นิเจอร์ในบ้านคือ ใช้น้ำมันยูคาลิปตัส หรือน้ำมันที่มีกลิ่นฉุนทาที่เฟอร์นิเจอร์ กลิ่นฉุนนั้นจะทำให้มันไม่กล้าเข้ามากัดแทะอีก 25. วิธีขจัดรอยเปื้อนด่างดำบนเครื่องใช้ที่เป็นหนัง คือ หยดน้ำมันสลัดสัก 2-3 หยด ในน้ำสบู่ แล้วใช้แปรงจุ่มน้ำที่ผสมไว้มาถู จากนั้นจึงซักในน้ำสบู่ธรรมดาอีกครั้ง แล้วล้างด้วยน้ำเย็น ต่อด้วยเช็ดให้แห้งผึ่งลมไว้ 26. วิธีการดึงสติกเกอร์ที่ติดอยู่บนฝาห้องออกโดยไม่ทิ้งคราบกาวไว้ที่ฝา ทำได้โดยใช้น้ำมันพืชมาทาบนรูปสติกเกอร์ แล้วจึงค่อยๆ ดึงออกมา 27. การใช้เครื่องซักผ้าแบบประหยัดที่สุด คือในการซักผ้าแต่ละครั้ง ควรจะซักผ้าในปริมาณที่มากที่สุด 28. การทำให้ตู้เสื้อผ้าของคุณหอมได้โดยที่ไม่ต้องเปลืองเงินซื้อมาใส่ เพียงแต่คุณใช้เศษสบู่ที่จะทิ้งแล้วไปวางไว้ในมุมใดมุม หนึ่งของตู้ กลิ่นสบู่นั้นก็จะหอมไปทั่วตู้เลย 29. วิธีทำความสะอาดภาชนะอลูมิเนียมให้ใสสะอาดเหมือนใหม่ คือ นำเอาเปลือกแอปเปิ้ล ต้ม 2-3 นาที แล้วใช้น้ำขัดถูภาชนะ อะลูมิเนียมก็จะดูเงาวามเหมือนใหม่ 30. วิธีการใช้เตาอบให้ใหม่อยู่เสมอ คือ หลังจากใช้เตาอบแล้ว ควรเช็ดทำความสะอาดทุกครั้ง และทำในขณะที่เตายัง อุ่นๆ อยู่ เพราะจะเช็ดได้ง่ายกว่าในขณะที่เย็นแล้ว 31.วิธีขจัดรอยคราบเหนียวบนผนังตู้เย็น คือ ใช้น้ำมันพืชเทลงบนกระดาษเช็ดมือ แล้วถูจนสะอาด ทำสัก 2-3 ครั้ง น้ำมันพืชจะ ไม่ทำลายความเงาของตู้เย็นหรอก 32. วิธีขจัดกลิ่นเหม็นของท่อระบายน้ำล้างจานให้หอมสดชื่น คือ เทเบกกิ้งโซดา 1 ถ้วย ลงไปในท่อระบายน้ำทิ้งไว้ 5 นาที เทน้ำส้มสายชูตามลงไปอีก 1ถ้วย จะขจัดกลิ่นเหม็นได้ดีจริงๆ 33. ในการใช้ยาขัดเฟอร์นิเจอร์ ไม่ควรใช้ประเภท เช่น น้ำมัน ขี้ผึ้ง บ่อยๆ เพราะอาจจะทำให้ผิวเฟอร์นิเจอร์เกิดความเสียหายได้ง่าย 34. ในการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นผ้าฝ้าย ให้ใช้แปรงทาสีด้ามใหม่ปัดตามซอกมุมเฟอร์นิเจอร์ไปพร้อมกันกับการทำความ สะอาดเฟอร์นิเจอร์ทุกครั้ง 35. การทำความสะอาดในซอกเล็กซอกน้อยของโคมไฟ ให้ใช้เครื่องเป่าผมเป่าลมไปตามที่มีฝุ่นละอองจับ แล้วเช็ดถูทำความสะอาดด้วยผ้าชุบน้ำอีกครั้ง โคมไฟก็จะดูใหม่เสมอ 36. วิธีลบคราบดวงๆ ที่ติดบนเฟอร์นิเจอร์ คือ ให้ใช้จุกไม้ก๊อกถู ถ้าไม่ออกให้ใช้นิ้วมือแตะยาสีฟันผสมขี้เถ้าบูหรี่ถูอีกครั้ง จากนั้นใช้ ผ้าชุบน้ำเช็ดรอยเปื้อนซ้ำอีกครั้ง 37. การทำความสะอาดพื้นกระเบื้องยาง คือ ใช้แปรงสีฟัน ชุบยาสีฟัน แล้วนำไปขัดถูบริเวณรอยเปื้อนให้แรงๆ จะทำให้ รอยเปื้อนหลุดออกไปได้โดยง่าย 38. วิธีการตอกฝาผนังตะปูโดยไม่ให้งอ คือ ให้ทาปลายตะปูด้วย น้ำส้มสายชูหรือน้ำมันพืช ก่อนที่จะนำมาตอกฝาผนัง จะตอกได้คล่องและไม่งอ 39. วิธีการทาสีกำแพงให้ติดอยู่ได้ทนนาน คือ ก่อนที่จะทาสีกำแพง ให้ล้างกำแพงให้สะอาด ด้วยน้ำมันสนเพื่อขจัดคราบสกปรกและสี ที่ทาจะติดทนนานไม่ร่อนออกง่าย 40. วิธีแก้ปัญหาเฟอร์นิเจอร์ไม้โป่งออกมา คือ ให้วางผ้าชื้นๆ ลงบนรอยที่โป่ง ใช้เตารีดร้อนๆ ทับบนผ้า จะทำให้คืนสู่สภาพเดิม 41.วิธีขจัดรอยขีดข่วนบนเฟอร์นิเจอร์ไม้ คือ ให้ใช้ผ้าแตะยาขัดรองเท้าที่สีเดียวกับไม้ แล้วถูตรงรอย แล้วใช้ผ้าขัดต่ออีกครั้ง รอยขีดข่วนก็จะหายไป 42. วิธีการแก้ปัญหาเก้าอี้หวายหย่อน คือ ถ้าอยากให้ตึงให้ล้างเก้าอี้ หวายด้วยน้ำสบู่ร้อนๆ แล้วล้างน้ำสบู่ออก นำออกตากแดดกลางแจ้ง หวายที่หย่อนจะตึงเหมือนเดิม 43. วิธีการทำความสะอาดพื้นบ้านไม้ให้เงางามอยู่เสมอ คือ ให้ผสมน้ำส้มสายชูครึ่งถ้วยต่อน้ำ 8 ลิตร จะช่วยขจัดเศษฝุ่นละออง และพื้นก็เป็นเงางามอีกด้วย 44. การรักษาเฟอร์นิเจอร์โลหะไม่ให้เป็นสนิมได้ง่าย คือ ให้เคลือบโลหะด้วยขี้ผึ้งขัดรถ เมื่อจำเป็นต้องเอาเฟอร์นิเจอร์โลหะ ไว้ตากน้ำค้าง จะได้ไม่ขึ้นสนิมได้ง่าย 45. วิธีการติดรูปโปสเตอร์บนกำแพงโดยไร้ร่องรอยเมื่อดึงภาพออก คือ ให้ใช้ยาสีฟันแทนกาวในขณะที่ติดรูป เมื่อถึงเวลาดึงรูปออก ก็เพียง แค่ขัดยาสีฟันที่แห้งออกเท่านั้น ฝาผนังก็สะอาดแล้ว 46. ถ้าบังเอิญต้องจัดงานเลี้ยงที่มีฟลอร์เต้นรำแบบกะทันหัน ทำได้โดยโรยแป้งผงสำหรับโรยตัวให้ทั่ว ก็จะแก้ขัดไปได้ด้วยดีทีเดียว 47.วิธีแก้ปัญหาหน้าต่างปิดและเปิดออกได้ยากคือ ให้เอาน้ำมันเครื่องหยอดตรงรางอลูมิเนียมให้ทั่ว เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เปิด และปิดได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า 48. วิธีป้องกันไม่ให้มดขึ้นตู้กับข้าว คือใช้เศษผ้าหรือเชือกที่เป็นผ้าไปชุบน้ำมันเครื่อง แล้วบิดพอหมาด นำไปผูกไว้ที่ขาตู้กับข้าวทั้งสี่ขา มดก็จะไม่กล้าขึ้นแน่นอน 49. วิธีการไล่ยุงแบบง่ายๆ คือหาการบูรมาห่อด้วยผ้าแล้วมัดไว้กับ หลอดไฟฟ้าที่อยู่ภายใน บ้าน ความร้อนของไฟฟ้าจะทำให้การบูรระเหยออกไปและกลิ่นของการบูรจะช่วยป้องกันยุง ไม่ให้มารบกวน 50. วิธีการไล่หนูแบบง่ายๆ และประหยัดเงินคือ นำไม้ยี่โถไป ตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปบดเป็นผง เสร็จแล้วนำไปโรย ตามซอกที่หนูชออยู่ เพียงเท่านี้หนูก็พากันขนย้ายครอบครัวหนีออกไปจากบ้านของคุณไปเลย บทความจาก PANTIP
  การจัดวางทิศทางของห้องพระและโต๊ะ หมู่บูชาก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยมักจะหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศตะวันออก หรือทิศเหนือ การหันไปทางทิศใต้ และทิศตะวันตกเป็นสิ่งไม่ดี ซึ่งอาจเกิดสิ่งที่ไม่เป็นมงคล และการไม่รุ่งเรืองของหน้าที่การงานต่างๆของคนในบ้าน ตามความเชื่อถือที่มีต่อๆกันมา นอกจากนั้นยังมีความเชื่อสำหรับการจัดวางในทิศทางต่างๆของผู้ที่เกิดในแต่ละปี (ขึ้นกับความเชื่อของแต่ละคน ) ดังนี้ 1.เจ้าของบ้านเกิดปีชวด ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศเหนือเด็ดขาดเพราะจะส่งผลให้เจ้าบ้าน เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงจนถึงขั้นเสียชีวิต 2.เจ้าของบ้านเกิดปีฉลู ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเด็ดขาดจะส่งผลให้เจ้า บ้านเกิดการเจ็บป่วยอย่างกะทันหัน 3.เจ้าของบ้านเกิดปีขาล ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเด็ดขาดจะส่งผล ให้ผู้หญิงและสมาชิกในครอบครัวเกิดอันตรายได้ 4.เจ้าของบ้านเกิดปีเถาะ ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาไปทางทิศตะวันออกเด็ดขาดจะส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่าง ใหญ่หลวงคนในบ้านจะเสียชีวิต 5.เจ้าของบ้านเกิดปีมะโรง ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเด็ดขาด จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดการเสียหาย ทั้งชายและหญิง 6.เจ้าของบ้ายเกิดปีมะเส็ง ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เด็ดขาดเพราะจะส่งผลให้ คนในครอบครัวมีความยุ่งยากที่สุดจนหาความสงบสุขไม่ได้ 7.เจ้าของบ้านเกิดปีมะเมีย ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศใต้จะส่งผลให้เกิดเรื่องราวอัปมงคลขึ้น ภายในบ้าน 8.เจ้าของบ้านเกิดปีมะแม ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เพราะจะส่งผลให้ครอบ ครัวเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นอย่างไม่คาดฝันได้ 9.เจ้าของบ้านเกิดปีวอก ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เพราะจะส่งผลให้เกิด เรื่องร้าย ๆ กับสมาชิกเพศชายในครอบครัว 10.เจ้าของบ้านเกิดปีระกา ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเพราะ จะผลให้ทุกข์โศกมาเยือนครอบครัวจนต้องร้องให้อยู่เสมอ 11.เจ้าของบ้านเกิดปีจอ ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเด็ดขาดจะส่งผลร้ายให้ สมาชิกในครอบครัวอย่างมากถึงขั้นเสียชีวิตได้ 12.เจ้าของบ้านเกิดปีกุน ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ ในครอบครัวอยู่ตลอดเสียเงินเสียทองขึ้นโรงขึ้นศาล   อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญในการจัดห้องพระ และหิ้งพระภายในบ้านเพื่อให้เกิดศิริมงคล ก็คือความเชื่อถือ และศรัทธาของเจ้าของบ้านซึ่งควรจัดวางให้เหมาะสมที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ นอกจากนั้นอย่าลืมเคารพบูชา และดูแลอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงประพฤติตัวอยู่ในศีลในธรรม เพื่อให้เกิดศิริมงคลแก่ตัวเราเอง